โฆษกรัฐบาล เผยเขื่อนเจ้าพระยาปล่อยน้ำ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที แบบขั้นบันได มวลน้ำถึงอยุธยา 3 ต.ค. ส่วนเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระดับเกิน 100% ขอประชาชนริมน้ำยกของขึ้นที่สูง-อพยพไปที่ปลอดภัย
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ที่กองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกลาง (กอปภ.ก.) กองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.) กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย (JICC) ร่วมกับนายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผอ.ศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.)และ นางลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมตัวแทนกทม. ร่วมกันแถลง
โดยนายเอกภพ กล่าวว่า มีการแจ้งเตือนว่า จะมีฝนเพิ่มขึ้นในช่วงวันที่ 4-8 ตุลาคม ซึ่งเป็นฝนเปลี่ยนฤดู ไม่ใช่ฝนตกแช่ ขณะเดียวกัน จากการพยากรณ์อากาศช่วงวันที่ 6-7 ตุลาคม จะมีฝนมากกว่าปกติที่ จ.กาญจนบุรี และจังหวัดฝั่งตะวันตก ส่วน กทม. ฝนเปลี่ยนฤดู จะเข้าวันที่ 7-8 ตุลาคม จึงต้องมีการเฝ้าระวัง และอัพเดตสถานการณ์ เพื่อแจ้งเตือนต่อไป
นายเอกภพ กล่าวถึงสถานการณ์น้ำเหนือจากแม่น้ำปิงว่า ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา ลงมาถึง จ.นครสวรรค์ ขณะนี้ระดับน้ำอยู่จุดที่สูงสุด และจะส่งต่อไปที่เขื่อนเจ้าพระยา ก่อนที่จะเข้าแม่น้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี มีการหน่วงน้ำไว้ เพื่อให้น้ำเข้ามาเติมแม่น้ำเจ้าพระยาให้น้อยลง โดยการปล่อยน้ำของเขื่อนเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 30 กันยายน อยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยจะค่อย ๆ ทยอยปล่อยน้ำเพิ่มขึ้น หลังจากมีการอนุมัติของคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ โดยเมื่อเช้าวันที่ 1 ตุลาคม เพิ่มเป็น 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยการระบายน้ำแบบเป็นขั้นบันได โดยมีกรอบการระบายน้ำไม่เกิน 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ขณะที่เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ระดับน้ำในเขื่อนเกินระดับที่ 100% ไปแล้ว มีการระบายน้ำลงมาที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งแจ้งเตือนประชาชนให้เฝ้าระวัง โดยเฉพาะประชาชนที่อยู่พื้นที่ริมน้ำและพื้นที่ราบ ให้อพยพรวมถึงยกของขึ้นที่สูง
นายเอกภพ กล่าวอีกว่า ส่วนพื้นที่ฝั่งตะวันตก ปัญหาอยู่ที่ จ.กาญจนบุรี ที่จะระบายน้ำลงแม่น้ำแม่กลอง ปัจจุบันเขื่อนวชิราลงกรณ มีระดับน้ำสูงขึ้น จากการเก็บกักน้ำไว้ 2 วันที่ผ่านมา แต่ในส่วนน้ำที่เข้ามาเติมไม่ได้มีกระแสน้ำเพิ่มขึ้น เพราะฝนตกน้อยลง อย่างไรก็ตาม เขื่อนมีโอกาสจะรับน้ำเพิ่มจึงเริ่มปล่อยน้ำออก ขณะที่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายน้ำแห่งชาติ (กนช.) ให้มีการเพิ่มการระบายน้ำอยู่ที่ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อพร่องน้ำเหนือเขื่อน ซึ่งเมื่อดูมวลน้ำเดิมที่ปล่อยก่อนหน้านี้มีความห่างกันพอสมควร จึงจะไม่กระทบประชาชนมากนัก ทั้งนี้ เขื่อนแม่กลองปัจจุบันระบายน้ำอยู่ที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็นการบริหารจัดการน้ำเพื่อให้รองรับน้ำการบริหารจัดการน้ำ ไม่ให้เกิดผลกระทบทั้งเหนือเขื่อนและใต้เขื่อน ซึ่งน้ำจะถูกปล่อยไป ที่ จ.ราชบุรี สมุทรสงคราม จึงมีการแจ้งเตือนประชาชนทั้ง 2 จังหวัดแล้วว่า ให้อพยพรวมถึงยกของขึ้นที่สูง พร้อมเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันพื้นที่ จ.สมุทรสงคราม มีการสูบน้ำออก เพื่อไม่ให้น้ำเข้ามาเติมในคราวเดียวกัน และขอให้ประชาชนฟังประกาศและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า ส่วนฝั่งตะวันออก น้ำจาก จ.ปราจีนบุรี และ นครนายก ระดับน้ำทรงตัวและลดลงแล้ว เนื่องจากผ่านจุดสูงสุดของปริมาณน้ำที่ผ่านทั้ง 2 จังหวัดแล้ว โดยน้ำจะมารวมกันที่แม่น้ำบางปะกง และพื้นที่ลุ่มต่ำของ จ.ฉะเชิงเทรา ที่ อ.บางคล้า คลองเขื่อน และบางน้ำเปรี้ยว ซึ่งมีการแจ้งเตือนประชาชน และขอให้เคลื่อนย้าย พร้อมยกของขึ้นที่สูง หากมีผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบาง ให้อพยพไปที่ศูนย์อพยพของจังหวัดที่เตรียมไว้ โดยเน้นย้ำว่า ภาคกลาง โดยเฉพาะ จ.พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี ขอให้ติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด หากประเมินแล้วระดับสูงขึ้น ขอให้อพยพไปอยู่ศูนย์พักพิงจะปลอดภัยกว่า
นายเอกภพ ยังระบุถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรีจากที่ประชุมกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติว่า ให้จัดลำดับความสำคัญในการช่วยเหลือประชาชนที่มีความเดือดร้อนที่ต้องเข้าถึงก่อน โดยการจัดลำดับความสำคัญให้ดี พร้อมจัดระบบทีมที่จะเข้าไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่ที่มีการเข้าถึงได้ยาก น้ำท่วมสูง ลึก รวมถึงการส่งน้ำดื่ม อาหาร ยารักษาโรค และสิ่งของจำเป็นให้ทั่วถึง ขณะเดียวกัน ยังให้จัดระบบสื่อสารกับประชาชนแบบ 1 พื้นที่ 1 ข้อมูล มีการประสานงานกันให้เป็นหนึ่งเดียว นอกจากนี้ นายกฯ ยังสั่งการให้มีการเตรียมมาตรการรองรับฝนระลอกใหม่ วันที่ 4-5 ต.ค.นี้ ในพื้นที่ที่มีการแจ้งเตือน
โฆษกประจำสำนักนายกฯ ระบุว่า ที่ประชุมยังได้พูดถึงพื้นที่เสี่ยงของสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ จิสด้า ที่มีการคำนวณการรับน้ำ ปริมาณน้ำฝน และการปล่อยน้ำจากเขื่อนต่าง ๆ ไปให้แต่ละจังหวัดให้ใช้ข้อมูลตรงนั้นในการพิจารณาในการสั่งการและให้การช่วยเหลือ รวมถึงให้จัดทำบัญชีทรัพยากรกำลังคน เครื่องจักรกล ให้สามารถเคลื่อนย้ายข้ามจังหวัดได้ทันที เพื่อให้ทรัพยากรต่าง ๆ สามารถเข้าไปช่วยเหลือในพื้นที่ที่ต้องการได้
โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวด้วยว่า สำหรับพื้นที่ 2 ฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา ท่าจีน แม่กลอง ให้แจ้งเตือนประชาชนผ่านทุกช่องทาง พร้อมกำชับให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ดูแลความเป็นอยู่ การดำรงชีพของประชาชนให้ครบถ้วนทุกมิติอย่างใกล้ชิด และให้ผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในแต่ละจังหวัดให้อยู่ในพื้นที่ตลอดเวลา ส่วนพื้นที่ที่น้ำลดแล้วให้เร่งสูบน้ำออกโดยเร็ว และดำเนินการให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติ อย่างรวดเร็ว
สทนช. แจ้งมวลน้ำถึงอยุธยา 3 ต.ค.
นายฐนโรจน์ วรรัฐประเสริฐ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการน้ำแห่งชาติ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ในฐานะรองโฆษก สทนช. กล่าวถึงสถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยาว่า มวลน้ำจากแม่น้ำปิงเพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมาในอัตรา 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มวลน้ำนี้เคลื่อนตัวมาถึง จ.นครสวรรค์ และอีก 1 วันจะมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำสะแกกรัง จ.อุทัยธานี ปริมาณน้ำจากตอนบน เคลื่อนมาทางเขื่อนวังร่มเกล้า จ.อุทัยธานี อยู่ในเกณฑ์สูงสุด โดยจะมีการคงการระบายน้ำผ่านเขื่อนวังร่มเกล้าในอัตราเดิม เพื่อที่จะชะลอน้ำจาก จ.นครสวรรค์ที่จะมาถึง ฉะนั้น ในส่วนปริมาณน้ำขณะนี้ที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยา จะคงอยู่ไม่เกินเกณฑ์ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยเมื่อวันที่ 30 กันยายน มีการเพิ่มการระบายน้ำมาที่ 2,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจะเพิ่มขึ้นในอัตราวันละ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ผลการดำเนินการจะส่งผลให้ปริมาณน้ำเหนือเขื่อนปรับตัวขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่สูงเกินกว่าแนวป้องกันที่ทางจังหวัดได้เตรียมไว้ สำหรับปริมาณน้ำที่ไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาจะไปรวมกันที่ จ.พระนครศรีอยุธยา โดยจะถึง จ.พระนครศรีอยุธยาในวันที่ 3 ตุลาคม ปริมาณน้ำจะเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
นายฐนโรจน์ กล่าวว่า ยังมีน้ำอีกส่วนหนึ่งจากลุ่มน้ำป่าสัก และมีการระบายน้ำเพิ่มจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และจากการประเมินในช่วงเช้า ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ได้ปรับลดลงมาแล้ว เหลือ 100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที และหลังจากนี้แผนของการระบายน้ำจะพยายามควบคุมน้ำของเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ไม่ให้เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อไม่ให้ส่งผลกับพื้นที่ตอนล่าง ที่จะไหลผ่านเขื่อนพระราม 6 ที่จะต้องเพิ่มการระบายน้ำในลำดับถัดไปให้ไม่เกิน 300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยปริมาณน้ำส่วนนี้จะไปรวมกับน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งจากการประเมินภาพรวมปริมาณน้ำขณะนี้ ที่จะไหลรวมกันอยู่ในเกณฑ์ไม่เกิน 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งปริมาณน้ำมวลนี้จะไหลไปที่ จ.ปทุมธานี นนทบุรี ผ่าน กทม. และไปยังสมุทรปราการ
นายฐนโรจน์ กล่าวอีกว่า สำหรับการประเมินจุดวิกฤตใน กทม.ที่ปริมาณน้ำจะลงไปอยู่ในเกณฑ์ 3,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ซึ่งจะส่งผลให้ระดับน้ำใน กทม.ขยับสูงขึ้นอยู่ในเกณฑ์ 2 + 2.25 เมตร ซึ่งจะต่ำกว่าคันป้องกันของทาง กทm.ประมาณ 40 เซนติเมตร หากเปรียบเทียบกับปริมาณน้ำปี 68 ที่มีการระบายน้ำสูงสุด 2,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที กับปัจจุบันที่ระบายน้ำอยู่ที่ 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ถือว่าน้อยกว่าที่ผ่านมา ทำให้ปริมาณน้ำไม่เกินปีที่ผ่านมา
นายฐนโรจน์ ระบุว่า ขณะที่ลุ่มน้ำแม่กลอง สถานการณ์น้ำเริ่มปรับตัวลดลง เมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา แม่น้ำแควน้อยลดลง 2.50 เมตร ปริมาณน้ำส่วนนี้ไหลผ่านเขื่อนแม่กลองไปแล้ว 2,200 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที โดยวันนี้มีการหารือกันว่าเกณฑ์ปริมาณสูงสุดที่จะไหลผ่านเขื่อนแม่กลองจะอยู่ในแนวโน้มที่สามารถควบคุมบานระบายได้แล้ว และมีแนวโน้มที่จะปรับบานระบายให้ลดลงสัมพันธ์กับปริมาณน้ำที่ไหลมาจากตอนเหนือ และมวลน้ำนี้จะเดินทางต่อไปถึง จ.ราชบุรี สมุทรสงคราม โดยเฉพาะที่ อ.อัมพวา ซึ่งขณะนี้ปริมาณน้ำกำลังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น แต่จะไม่รุนแรงไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากฝนที่ตกลงมาเป็นแบบประปราย ส่วนการบริหารเขื่อนวชิราลงกรณในช่วงที่ผ่านมา ได้ใช้ในการหน่วงน้ำชะลอการระบาย แต่ขณะนี้เขื่อนมีระดับน้ำเพิ่มขึ้นเกือบเต็มเขื่อน จึงมีความจำเป็นต้องเริ่มระบายน้ำออกจากเขื่อนในวันนี้อยู่ที่ 40 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ปริมาณน้ำส่วนนี้จะทยอยเข้ามาเติมในเขื่อนแม่กลอง ใช้เวลา 2-3 วัน โดยจะไม่ไปเสริมหรือสมทบน้ำในแม่กลองให้สูงขึ้นกว่าเดิม
รัฐบาลแจ้งเตือน 5 จุดน้ำท่วมสูง กทม. ขอประชาชนหลีกเลี่ยง ลุยกู้เคหะคลองจั่น-ร่มเกล้า
น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์น้ำท่วม กทม. กล่าวว่า ยังมีจุดน้ำท่วมสูงที่ประชาชนควรหลีกเลี่ยงใน 5 จุด ได้แก่ 1.ถนนกรุงเทพกรีฑาตั้งแต่ซอย 9 ถึง 25 และซอย 37 ถึง 55 ยังมีน้ำท่วมขัง 20-30 เซนติเมตร 2.ถนนหลวงแพ่งลาดกระบัง โลตัสลาดกระบัง แยกวัดพลมานีย์ ถนนพหลโยธิน 3.ถนนลาดกระบัง แยกลาดกระบังร่มเกล้า-รอยัลกอล์ฟ แยกสุขสมาน 4.ถนนฉลองกรุง แยกเจ้าคุณทหาร ตัดถนนลาดกระบัง แยกรถไฟเทคโนฯ 5.ถนนสุวินทวงศ์ แยกหทัยราษฎร์-ราษฎร์อุทิศ
น.ส.ลลิดา กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าการกู้คืนพื้นที่เคหะคลองจั่น บางกะปิ โดยระดับน้ำลดลงเหลือ 30 เซนติเมตร ด้านถนนเสรีไทยระดับน้ำลดลงเหลือ 30-40 เซนติเมตร ส่วนถนนศรีบูรพาสัญจรได้ปกติ ทั้งนี้ จะมีการระดมเครื่องสูบน้ำ เร่งสูบน้ำออกจากชุมชนลงคลองแสนแสบ โดย กทม.ได้เริ่มเคลียร์พื้นที่ โดยซ่อมปั๊มน้ำเตรียมจ่ายน้ำประปา รวมถึงความสะอาดหลังน้ำลด และจะมีการตรวจสอบความเสียหายอาคารโดยวิศวกรอาสา
น.ส.ลลิดา กล่าวอีกว่า ส่วนความคืบหน้าการกู้คืนพื้นที่เคหะร่มเกล้า ลาดกระบัง น้ำในพื้นที่ลดลง 20 เซนติเมตร โดยทางการได้มีการติดตั้งเรือผลักดันน้ำ ตามแนวคลองประเวศบุรีรมย์ และเร่งระบายน้ำผ่านสมุทรปราการ ทั้งนี้ เมื่อน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์ลดลงจนเห็นขอบตลิ่ง จะเร่งกู้ชุมชมเคหะลาดกระบังโดยใช้ระบบสูบภายในและติดตั้งเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม
