“ชลณัฏฐ์” ถามความชัดเจนหลักเกณฑ์เยียวยาน้ำท่วม รับได้เมื่อไหร่ วันไหน จี้รัฐเคลียร์เอกสารให้ชัด ประชาชนต้องใช้อะไรบ้าง เลิกบังคับใช้ “บันทึกประจำวัน” ซ้ำเติมประชาชน
วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีวาระการพิจารณาญัตติด่วนเรื่องแนวทางการแก้ไขปัญหาอุทกภัย น.ส.ชลณัฏฐ์ โกยกุล สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ได้อภิปรายตั้งข้อสังเกตและท้วงติงถึงความซับซ้อนของ “เกณฑ์การเยียวยา” ผู้ประสบภัยน้ำท่วม พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลและกรุงเทพมหานคร บูรณาการการทำงานเพื่อลดภาระทางเอกสารของประชาชน
น.ส.ชลณัฏฐ์ระบุว่า แม้ในขณะนี้น้ำในหลายพื้นที่จะเริ่มลดลงแล้ว แต่ความเดือดร้อนของประชาชนยังคงอยู่ หลายครอบครัวต้องเผชิญกับภาระการซ่อมแซมบ้านเรือน ซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าใหม่ และขาดรายได้ในช่วงที่เกิดอุทกภัย ยิ่งไปกว่านั้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่ทราบเลยด้วยซ้ำว่าจะได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐหรือไม่ และจะได้รับเมื่อใด
แม้นายกรัฐมนตรีจะระบุว่าทุกหน่วยงานต้องบูรณาการความช่วยเหลือ และรัฐบาลได้เตรียมงบกลางไว้ 4,000 ล้านบาท พร้อมกำหนดมาตรการเยียวยาครัวเรือนละ 9,000 บาท รวมถึงมีค่าซ่อมแซมบ้านและเครื่องมือประกอบอาชีพ แต่ปัญหาสำคัญคือประชาชนยังไม่ทราบถึงความชัดเจน ว่าหากผ่านเกณฑ์ทั้งสองข้อแล้วจะสามารถรับความช่วยเหลือร่วมกันได้หรือไม่ ต้องลงทะเบียนกี่ครั้ง ต้องใช้เอกสารชุดเดียวกันหรือไม่ และจะได้เงินเมื่อใด
“สำหรับการขอรับความช่วยเหลือจาก กทม. ประชาชนต้องถ่ายภาพคลิปหรือความเสียหายไปแจ้งที่สำนักงานเขต รอเจ้าหน้าที่มาตรวจสอบ และรอหนังสือรับรองผู้ประสบภัย นอกจากนี้ เอกสารประชาสัมพันธ์ของ กทม. ยังระบุว่า ในบางกรณีอาจต้องใช้ ‘บันทึกประจำวัน’ จากสถานีตำรวจประกอบด้วย เช่น การขอค่าเครื่องมือประกอบอาชีพ เงินปลอบขวัญกรณีบาดเจ็บ หรือค่ารักษาพยาบาล ดิฉันเข้าใจดีว่าการใช้บันทึกประจำวันเพื่อป้องกันการแจ้งข้อมูลเท็จและป้องกันการสวมสิทธิ์ แต่ไม่จำเป็นที่ประชาชนจะต้องเดินทางไปที่สถานีตำรวจเลย เพราะเจ้าหน้าที่เขตก็เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ มีหน้าที่ตรวจสอบความเสียหายและออกหนังสือรับรองให้ผู้ประสบภัยอยู่แล้ว”
น.ส.ชลณัฏฐ์ย้ำว่า กทม. สามารถปรับเปลี่ยนขั้นตอนให้ประชาชนลงนามรับรองข้อเท็จจริง และรับทราบความผิดหากให้ข้อมูลเท็จต่อเจ้าหน้าที่เขตได้เลย โดยสามารถใช้ข้อมูลเหล่านี้ร่วมกับการลงพื้นที่ถ่ายภาพ และหนังสือรับรองผู้ประสบภัย รวมถึงหลักฐานทางการแพทย์ได้เช่นกัน
“ดิฉันไม่ได้เสนอให้ยกเลิกการตรวจสอบ แต่ขอให้รวบรวมการตรวจสอบให้อยู่ในจุดเดียว เพื่อลดภาระของประชาชน ไม่ใช่ให้คนที่เพิ่งผ่านการเจอน้ำท่วม ต้องเดินมาสถานีตำรวจ ต้องเดินทางลำบากมากๆ เพื่อมาร้องเรียนหลายๆ หน่วยงานกับเรื่องเดียวกันซ้ำๆ”
ด้วยเหตุนี้ จึงฝากข้อเสนอ 3 ประการถึงรัฐบาลและ กทม. เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ได้แก่
1. ประกาศความชัดเจนเรื่องการเยียวยาให้ประชาชนทราบอย่างรวดเร็ว ว่าจะได้รับเงินเยียวยาช่องทางใดบ้างและได้รับเมื่อใด
2. ขอให้รัฐบาล กทม. และสำนักงานเขต จัดระบบร่วมกันในการรับข้อร้องเรียน โดยใช้เอกสารเพียงชุดเดียว และให้หน่วยงานราชการส่งต่อข้อมูลกันเองเพื่อความสะดวกของประชาชน
3. ขอให้ กทม. เตรียมพร้อมลงพื้นที่เชิงรุก เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง คนพิการ และประชาชนในชุมชนที่เข้าถึงยาก เพื่อไม่ให้ประชาชนที่บอบช้ำจากน้ำท่วมต้องมาเผชิญความยากลำบากกับกองเอกสารและระบบราชการที่ยุ่งยากซ้ำซ้อนอีก
