“ศักดิ์สิทธิ์” เปรียบรัฐบาลแก้น้ำท่วมล้มเหลวพลัส จี้เร่งเยียวยาเกษตรกร-ธุรกิจก่อนกระทบยาว เตือนสติ “อย่ามีตำแหน่งเกินความสามารถ”


วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายศักดิ์สิทธิ์ ขาวทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายในญัตติด่วนเรื่องการบริหารจัดการภัยพิบัติอุทกภัย โดยเริ่มต้นด้วยการแสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย และส่งกำลังใจให้ประชาชนที่ประสบภัยทั่วประเทศ พร้อมระบุว่า ปัญหาอุทกภัยครั้งนี้ไม่ใช่เพียงภัยธรรมชาติ แต่เป็นความผิดพลาดและความล้มเหลวของรัฐบาล ซึ่งเข้าขั้นล้มเหลว พลัส


นายศักดิ์สิทธิ์ ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลว 3 ประเด็นหลักของรัฐบาลในการรับมืออุทกภัย ได้แก่

1.การแจ้งเตือนภัยล้มเหลว ขาดการสื่อสารและบอกขั้นตอนการอพยพหนีภัยน้ำท่วมอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่สามารถเตรียมตัวได้ทัน

2.การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางล่าช้า ผู้ป่วยติดเตียงและเด็กเล็กตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบาก ทรัพยากรภาครัฐไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่เนื่องจากขาดการประสานงานกับผู้นำชุมชนในพื้นที่จริง

3.การบริหารจัดการถุงยังชีพและอาหารล้มเหลว การกระจายอาหารและเสบียงช่วยเหลือเป็นไปด้วยความยากลำบาก บางพื้นที่จิตอาสาปรุงอาหารเสร็จตั้งแต่เช้าแต่ต้องรอกระบวนการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี จนอาหารบูดเสียก่อนถึงมือผู้ประสบภัย


นายศักดิ์สิทธิ์ อภิปรายต่อถึงคำว่าถอดบทเรียนตั้งแต่เหตุการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ น่าน มาจนถึงปัจจุบัน ว่าเป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่เคยถูกนำไปแก้ไขจริง พร้อมตั้งคำถามถึงหน่วยงานรับผิดชอบ ทั้ง สทนช. กรมทรัพยากรน้ำ และ กนช. ที่มักออกมาการันตีว่าเอาอยู่ แต่เมื่อเกิดวิกฤตกลับไม่อยู่ในพื้นที่ รวมถึงกรมอุตุนิยมวิทยาที่เน้นเพียงการขอตั้งงบประมาณแก้ไขปัญหา 400–500 ล้านบาท


นอกจากนี้ นายศักดิ์สิทธิ์ ยังแสดงความกังวลถึงผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม เช่น เกษตรกรผู้ปลูกลำไยในจังหวัดจันทบุรีและระยอง ที่ต้องประสบปัญหาราคาและผลผลิตเน่าเสียตายคาต้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งอนุมัติมาตรการเยียวยา มาตรการพักชำระหนี้ และสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) อย่างเร่งด่วน โดยเตือนนายกรัฐมนตรีในฐานะที่มาจากภาคธุรกิจว่า หากปล่อยให้ฟื้นฟูเศรษฐกิจล่าช้าจะยิ่งสร้างความเสียหายรุนแรง เหมือนกรณีเงินเยียวยาน้ำท่วมหาดใหญ่ที่ต้องใช้เวลารอนานเกินจำเป็น


นอกจากนี้ นายศักดิ์สิทธิ์ ได้เปรียบเปรยเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่ว่า สโลแกนหาเสียงของรัฐบาลที่เคยบอกว่า “รวยไม่ไหว” แต่วันนี้ประชาชนกลับสะท้อนว่ากลายเป็น “คนซวยไม่ไหว” พร้อมฝากข้อคิดทิ้งท้ายถึงฝ่ายบริหารว่า “อย่ามีตำแหน่งเกินความสามารถ และอย่ามีอำนาจเกินสติปัญญา” พร้อมเตือนว่าหากรัฐบาลยังบริหารงานไร้ทิศทางเช่นนี้ จากเดือนกันยายนจะกลายเป็น “กันยาเยิน” ตุลากลายเป็น “ตุลาโครม” พฤศจิกายน “จม” และธันวาคมจะกลายเป็น “จน จน จน พลัส” ในที่สุด