สส.กทม. พรรคประชาชน อภิปรายญัตติด่วนสถานการณ์น้ำท่วมกรุงเทพฯ ชี้ “ภัยพิบัติพลัส” อัดรัฐบาลล้มเหลวรับมือน้ำท่วม เตือนช้า-ช่วยเหลือไร้ระบบ-ประชาชนไร้ข้อมูล ถาม อีกกี่ปีถึงเลิกแก้ปัญหาเฉพาะหน้า


วันที่ 30 กันยายน 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีการพิจารณาญัตติด่วนที่ร่วมนำเสนอโดยหลายพรรคการเมือง เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่กรุงเทพฯ และจังหวัดภาคกลางหลายจังหวัด โดย สส.พรรคประชาชน จากหลายพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ได้ร่วมสะท้อนสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเอง รวมถึงเสียงสะท้อนจากประชาชน และข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลในการบริหารสถานการณ์น้ำท่วม

นายชุมพล หลักคำ สส.กรุงเทพมหานครเขต 20 (ลาดกระบัง) พรรคประชาชน ระบุว่า ขณะนี้เขตลาดกระบังมีน้ำท่วมขังต่อเนื่องมาแล้ว 6 วัน แม้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่เกิดซ้ำมาหลายชั่วอายุคน แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างเป็นระบบ แม้รัฐจะใช้งบประมาณจำนวนมากในแต่ละปี ทั้งกระสอบทรายและมาตรการช่วยเหลือต่างๆ

สิ่งที่รุนแรงในครั้งนี้คือการไม่มีระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าที่เพียงพอ ทำให้ประชาชนตั้งตัวไม่ทัน โดยมีทั้งกรณีไฟฟ้าดูดเสียชีวิต และล่าสุดมีประชาชนจมน้ำเสียชีวิตที่เคหะร่มเกล้าโซน 11 ขณะที่ผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดเตียงต้องได้รับการอพยพออกจากบ้านท่ามกลางข้อจำกัดในการเข้าถึงพื้นที่ เนื่องจากการจราจรติดขัดอย่างหนัก ปัจจุบันยังเผชิญปัญหาน้ำเน่าเสีย รถยนต์จมน้ำ และทรัพย์สินประชาชนได้รับความเสียหาย ตนจึงเรียกร้องให้การเยียวยาหลังจากนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เป็นธรรม และลดขั้นตอนที่ยุ่งยากลง

อีกปัญหาสำคัญคือการไม่มีเจ้าภาพหรือศูนย์บัญชาการเหตุการณ์ที่ทำหน้าที่จัดสรรความช่วยเหลือในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ส่งผลให้หน่วยงาน มูลนิธิ และพรรคการเมืองต่างๆ เข้าไปช่วยเหลือแยกกันเอง บางจุดมีอาหารเหลือเป็นจำนวนมาก ขณะที่ประชาชนในซอยลึกหรือพื้นที่อื่นกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ น้ำไม่ได้ท่วมเฉพาะเคหะร่มเกล้า แต่กระทบทั้ง 6 แขวงในเขตลาดกระบัง รัฐบาลและ กทม. จึงควรเร่งตั้งศูนย์บัญชาการ แบ่งพื้นที่เป็นโซน และกระจายทรัพยากรให้ครอบคลุมทุกชุมชน ซอย และหมู่บ้าน นอกจากนี้ การประสานงานและการสื่อสารข้อมูลของภาครัฐและ กทม. ยังไม่มีการอัปเดตข้อมูลการระบายน้ำอย่างเพียงพอ แม้แต่ สส. ในพื้นที่ก็ไม่ได้รับข้อมูลจากรัฐ และสำนักงานเขตก็ไม่เคยติดต่อประสานงานกับทีมของตน ทำให้แต่ละฝ่ายต่างคนต่างทำ แทนที่จะประสานกำลังกันเพื่อลดความเดือดร้อนของประชาชน

นายชุมพล ยังได้กล่าวถึงการลงพื้นที่ของนายกรัฐมนตรี ว่า เดิมนัดพบประชาชนเวลา 16.00 น. แต่เดินทางมาถึงหลัง 22.00 น. และสำรวจเฉพาะถนนสายหลัก ขณะเดียวกันการเตรียมรักษาความปลอดภัยและปิดเส้นทางเพื่อรอขบวนนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ช่วงเย็น ได้สร้างผลกระทบต่อรถและเรือที่จะเข้าไปช่วยประชาชนอย่างมากด้วย

จากนั้น นายก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 14 (บางกะปิ-วังทองหลาง) พรรคประชาชน ระบุว่า ในช่วง 5 วันที่ผ่านมา ประชาชนบางชุมชนเผชิญระดับน้ำสูงถึง 1.5 เมตร พร้อมกับไฟฟ้าดับและน้ำประปาไม่ไหล หลายครัวเรือนไม่สามารถออกจากบ้านได้ ขาดทั้งอาหารและน้ำดื่ม ขณะที่มีผู้สูงอายุและผู้ป่วยติดอยู่ภายในบ้าน แต่ความช่วยเหลือกลับเข้าไปถึงอย่างล่าช้า

พร้อมมองว่า การแจ้งเตือนและการเตรียมพร้อมของรัฐบาลล่าช้ากว่าสถานการณ์จริง เมื่อรัฐบาลประกาศให้ประชาชนเตรียมรับน้ำและยกสิ่งของขึ้นที่สูง บ้านของประชาชนจำนวนหนึ่งถูกน้ำท่วมไปแล้ว ส่วนมาตรการเยียวยาหลังน้ำลด ประชาชนในกรุงเทพฯ ควรได้รับการเยียวยาอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องรอความช่วยเหลือซ้ำรอยกับช่วงเกิดน้ำท่วม

ในด้านระบบระบายน้ำ กรณีที่ผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่าคลองต่างๆ เต็มความจุ ตนต้องตั้งคำถามว่าก่อนฝนตกมีการระบายน้ำออกจากคลองแสนแสบมากน้อยเพียงใด ใครเป็นผู้สั่งการ และมีบันทึกการดำเนินงานหรือไม่ เนื่องจากคลองแสนแสบเป็นเสมือนคอขวดสำคัญของระบบระบายน้ำในเขตบางกะปิ เมื่อคลองแสนแสบเต็ม น้ำจากคลองจั่นก็ไม่สามารถระบายต่อได้ ต่อให้เพิ่มกำลังสูบน้ำก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เต็มประสิทธิภาพ

แม้กรุงเทพฯ จะมีคลองเกือบ 2,000 สาย สถานีสูบน้ำกว่า 200 แห่ง และอุโมงค์ระบายน้ำขนาดใหญ่ แต่พื้นที่ฝั่งตะวันออกของกรุงเทพฯ ขยายตัวทับพื้นที่รับน้ำมาหลายสิบปี ขณะที่ระบบระบายน้ำไม่ได้ขยายตามการเติบโตของเมือง การอ้างถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจึงไม่ควรใช้เป็นข้ออ้างได้อีก ส่วนการรับมือของสำนักงานเขตบางกะปิในช่วงแรกของวิกฤต ในคืนแรกที่พบระดับน้ำในคลองและชุมชนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วและเริ่มเข้าท่วมบ้านประชาชน ตนได้ประสาน ผอ.เขตบางกะปิ ให้เปิดศูนย์พักพิง แต่ได้รับคำตอบให้รอพรุ่งนี้ ทั้งที่สถานการณ์ภัยพิบัติไม่สามารถรอเวลาทำการได้ นอกจากนี้ ตนยังได้รับแจ้งจากประชาชนว่าไม่สามารถติดต่อหมายเลขของสำนักงานเขตเพื่อขอความช่วยเหลือได้

“ขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเข้าช่วยเหลือประชาชนที่ยังเดือดร้อน นี่คือ “ภัยพิบัติพลัส” ที่ประชาชนต้องเผชิญทั้งความยากจน ความเดือดร้อน และความทุกข์ที่เพิ่มขึ้นจากการรับมือสถานการณ์ของรัฐ”

ขณะที่ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กรุงเทพมหานคร เขต 11 (สายไหม) พรรคประชาชน ระบุว่า หากย้อนไปถึงช่วงมหาอุทกภัยปี 2554 สายไหมเป็นหนึ่งในพื้นที่ของกรุงเทพฯ ที่น้ำแห้งช้าที่สุด แม้เวลาจะผ่านมากว่า 15 ปี แต่สายไหมยังคงต้องทำหน้าที่รับน้ำจากพื้นที่อื่นของกรุงเทพฯ เช่นเดิม เหตุใดประเทศไทยจึงยังไม่สามารถนำบทเรียนจากน้ำท่วมครั้งก่อนมาพัฒนาการรับมือได้

ตลอดเวลาที่น้ำท่วม ความต้องการของประชาชนเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ วันแรกประชาชนตื่นตระหนกและต้องการกระสอบทราย วันที่สองเริ่มต้องการอาหาร และวันที่สามความต้องการอาหารก็เพิ่มขึ้นจนแจกวันละ 2,000-3,000 กล่อง ก็ยังไม่เพียงพอ สาเหตุสำคัญส่วนหนึ่งมาจากประชาชนไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนว่าจะต้องอยู่กับน้ำอีกนานเท่าใด หลังได้รับข้อมูลในช่วงแรกว่าน้ำอาจแห้งภายใน 1-2 วัน ทำให้ไม่ได้เตรียมตัวสำหรับสถานการณ์ที่อาจยืดเยื้อถึง 5-7 วัน

สิ่งที่ประชาชนได้รับจากรัฐบาลล่าสุดคือข้อความ Cell Broadcast ให้ยกสิ่งของขึ้นที่สูง ทั้งที่น้ำเดิมยังไม่ลด แต่กลับไม่มีข้อมูลต่อเนื่องว่าระดับน้ำจะสูงเพียงใด ควรนำรถไปไว้ที่ไหน หรือต้องเผชิญสถานการณ์อีกกี่วัน ขณะที่แม้แต่ สส.ในพื้นที่เอง ก็ไม่สามารถหาคำตอบให้ประชาชนได้ เมื่อสอบถามไปยังหน่วยงานระดับเขตก็ไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเช่นกัน

อีกทั้งตลอด 4 วันที่ตนลงพื้นที่ แทบไม่พบรถหรือหน่วยงานเข้ามาช่วยเหลือ แต่เมื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เดินทางลงพื้นที่สายไหม กลับพบเจ้าหน้าที่และเครื่องสูบน้ำจำนวนมาก ประชาชนในสายไหม รวมถึงพื้นที่ปทุมธานีและนนทบุรี จะต้องเผชิญกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในรูปแบบเดิมไปอีกนานเพียงใด ทั้งที่ปัจจุบันมีเทคโนโลยีและข้อมูลจำนวนมากสำหรับใช้วางแผนรับมือภัยพิบัติได้แล้ว

ในช่วงท้าย น.ส.ศศินันท์ ยังกล่าวอีกว่า ประชาชนสายไหมเข้าใจถึงความจำเป็นในการผันน้ำผ่านพื้นที่ แต่สิ่งที่ต้องการคือความชัดเจนจากรัฐว่าจะต้องรับน้ำต่อไปอีกนานเพียงใด หลักเกณฑ์การเยียวยาประชาชนในพื้นที่ที่ต้องรับน้ำเป็นเวลานานจะได้รับการชดเชยเท่ากับพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมในช่วงเวลาสั้นๆ หรือไม่ รัฐบาลต้องสื่อสารคำตอบเหล่านี้กับประชาชนอย่างชัดเจนและพร้อมกัน.