เคาะงบด่วน 126 ล้าน ฟื้นฟู-รับมือน้ำท่วม 17 จว.เหนือ เพิ่ม 30 ล้านฟื้นฟูน่าน กำชับกรมชลฯ แจ้งเตือนคนท้ายน้ำ-จุดเสี่ยงล่วงหน้า หลังจ่อปรับระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาเป็น 2,500 ลบ.ม./วินาที


วันที่ 30 กันยายน 2569 นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคเหนือ ณ ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำและเตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติในพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ โดยที่ประชุมมีมติอนุมัติงบประมาณเร่งด่วนรวม 126 ล้านบาท แบ่งเป็นงบประมาณ 96 ล้านบาทสำหรับพื้นที่ 17 จังหวัดภาคเหนือ และงบประมาณเพิ่มเติมอีก 30 ล้านบาท สำหรับการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับความเสียหายในจังหวัดน่าน

สำหรับงบประมาณ 96 ล้านบาท จะนำไปใช้ซ่อมแซมฝายชะลอน้ำ พนังกั้นน้ำ และพื้นที่รับน้ำเดิมที่ชำรุด ซ่อมแซมสถานีวัดน้ำและเครื่องสูบน้ำที่ได้รับความเสียหาย ขุดลอกคูคลอง กำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ รวมถึงจัดทำระบบแก้มลิงพร้อมติดตั้งเครื่องสูบน้ำในจุดเสี่ยง ครอบคลุมพื้นที่ 17 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เชียงราย น่าน พะเยา แพร่ ตาก พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ พิจิตร อุทัยธานี และเพชรบูรณ์ โดยประชาชนสามารถติดตามรายละเอียดโครงการเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์ thaiwaterplan.com 

นายยศชนัน กล่าวต่อไปว่า “สถานีวัดน้ำคือด่านแรกของระบบเตือนภัย หากข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือขาดหายไป เราจะประเมินสถานการณ์ได้ช้ากว่าที่ควร การซ่อมแซมสถานีวัดน้ำและเครื่องสูบน้ำที่เสียหายจึงต้องเดินหน้าควบคู่กับการซ่อมโครงสร้างป้องกันน้ำ เพื่อให้ทุกจังหวัดพร้อมรับมือทั้งน้ำท่วมในช่วงนี้และภัยแล้งที่จะตามมา”

ในส่วนของงบประมาณเพิ่มเติม 30 ล้านบาทสำหรับจังหวัดน่าน มุ่งเน้นการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบเป็นสำคัญ โดยจะนำไปซ่อมแซมตลิ่งที่เสียหาย สร้างบ้านหลังใหม่ให้แก่ผู้ประสบภัยที่สูญเสียที่อยู่อาศัย และซ่อมแซมระบบประปาชุมชนที่ได้รับความเสียหาย เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติโดยเร็วที่สุด

“การแก้ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้จบลงในวันที่น้ำลด พี่น้องชาวน่านหลายครอบครัวสูญเสียบ้าน ระบบประปาชุมชนได้รับความเสียหาย รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูไม่น้อยไปกว่าการรับมือ”

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้รับทราบวาระเร่งด่วนเกี่ยวกับสถานการณ์น้ำเหนือเขื่อนเจ้าพระยา โดยพบว่าแม่น้ำปิงมีปริมาณน้ำเพิ่มสูงขึ้นจนบางจุดเริ่มสูงกว่าตลิ่ง ขณะที่แม่น้ำวังบริเวณจังหวัดลำปาง และแม่น้ำยมบริเวณจังหวัดสุโขทัย ยังอยู่ในระดับปกติ ส่วนพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ เริ่มมีน้ำล้นตลิ่งในบางจุด

จากสถานการณ์ดังกล่าว กรมชลประทานจึงเสนอปรับเพิ่มอัตราการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาจาก 2,200 เป็น 2,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ในรูปแบบขั้นบันได โดยปรับเพิ่มหรือลดการระบายให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำ ทั้งนี้ นายยศชนัน ได้กำชับให้กรมชลประทานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่ท้ายน้ำและจุดเสี่ยงล่วงหน้าอย่างเร่งด่วนและทั่วถึง