“สิทธิโชติ” กกต.เสียงข้างน้อย แจงความเห็นส่วนตัวคดีฮั้ว สว. เห็นแววชุลมุนตั้งแต่วันแรกที่โยนใส่มือฝ่ายปกครอง ชี้พบโพยเกลื่อนห้องน้ำ แจงคณะ 36 ไม่ใช่ชุดซ้อนกล แต่เป็นอนุฯ กลั่นกรองพิเศษ 7 คน


วันที่ 30 กันยายน 2569 สำนักงานราชบัณฑิตยสภา จัดการเสวนาของราชบัณฑิตแพทยสภาและสำนักงานราชบัณฑิตยสภา ในหัวข้อ “คดีฮั้ว สว. เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” เพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนข้อมูลข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของประเทศ โดยเชิญบุคคลสำคัญมาร่วมเสวนา ทั้ง นายโคชม อารียา อดีตกรรมการเลือกตั้ง, นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ, นายวัส ติงสมิตร อดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา, นายวิชา มาหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตประธานแผนกในศาลฎีกา และนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (เสียงข้างน้อย) และอดีตประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ร่วมในการเสวนาครั้งนี้

นายสิทธิโชติ กล่าวเสวนาคนแรก ว่า นี่เป็นเวทีแรกที่มาแลกเปลี่ยนความเห็น และไม่ขอไปพูดคุยเวทีอื่น สิ่งที่พูดวันนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ไม่เกี่ยวข้องหรือพาดพิงกับบุคคลใดทั้งสิ้น ก่อนเผยต่อไปว่า ตามกฎหมาย พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. กำหนดโครงสร้างการเลือกไว้เป็น 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ ซึ่งมี 928 อำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ มีผู้สมัครรวมทั้งสิ้น 48,226 คน แบ่งออกเป็น 20 กลุ่มอาชีพ แต่ กกต. มีบุคลากรเจ้าหน้าที่เพียงพันกว่าคนทั่วประเทศ จึงไม่สามารถลงไปจัดทำภารกิจทั้งหมดได้ กฎหมายจึงโยนภารกิจให้ฝ่ายปกครองเป็นผู้ดำเนินงานหลัก โดยมีนายอำเภอเป็นประธานระดับอำเภอ และผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธานระดับจังหวัด

พร้อมกับยอมรับว่า ความชุลมุนเริ่มขึ้นตั้งแต่จุดรับสมัคร เพราะกฎหมายสั่งให้ปกปิดรายชื่อและจำนวนผู้สมัครไว้เป็นความลับ แต่ในความเป็นจริงเกิดกระบวนการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ มีการบริหารให้กลุ่มอาชีพนั้นคนน้อยก็ถักโถมเอาคนย้ายมาใส่อีกกลุ่มหนึ่ง จนเกิดภาพทุลักทุเล จนตกอยู่ในมือฝ่ายปกครองตั้งแต่แรกเริ่มอย่างแท้จริง

มีข้อร้องเรียนที่จังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งมีผู้สมัครอาชีพ “ทำนาเกลือ” ไปลงสมัครในกลุ่มเกษตรกร จนมีการร้องต่อศาลฎีกาให้สั่งเพิกถอน กกต. ก็ได้ชี้แจงเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่สังคมว่า ศาลฎีกามีคำสั่งยกคำร้องเนื่องจากพิจารณาในเชิงกระบวนการ ว่า เมื่อกฎหมายเปิดช่องให้ผู้สมัครเลือกกลุ่มได้เอง และมีเอกสารรับรองครบถ้วน นายอำเภอในฐานะผู้อำนวยการเลือกระดับต้นย่อมทำหน้าที่ถูกต้องแล้ว อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลฎีกาไม่ได้การันตีว่าเนื้อหาหรืออาชีพจริงของผู้สมัครนั้นถูกต้องตามกลุ่มหรือไม่ ส่วนนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. โดยตรงที่จะต้องตั้งกรรมการสืบสวนไต่สวนเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานและลงมติในเชิงเนื้อหา จึงอยากให้ประชาชนอย่าสิ้นหวังว่า กกต. ไม่สามารถทำอะไรได้

นายสิทธิ เล่าต่อไปว่า เมื่อเข้าสู่การเลือกระดับประเทศซึ่งจัดขึ้นที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี เหตุการณ์ไม่สุจริตเริ่มปรากฏชัด โดยในช่วงการเลือกสายรอบเช้า เจ้าหน้าที่ตรวจพบเอกสารลักษณะ “โพยแนะนำตัว” ถูกนำมาทิ้งไว้ในห้องน้ำเป็นจำนวนมาก ส่อไปในทางฮั้วเลือกตั้งอย่างชัดเจน

กกต. จึงมีมติประชุมด่วน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าในรอบบ่ายด้วยการสั่งพิมพ์ใบแนะนำตัวผู้สมัคร (สว.3) ชุดใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้มีการนำเอกสารภายนอกเข้าไปในพื้นที่เลือก แต่ความผิดพลาดเกิดขึ้นจากกระบวนการบริหารจัดการ เนื่องจากมีการแจ้งมติดังกล่าวให้ผู้สมัครทราบล่วงหน้าก่อนเคลื่อนย้ายเข้ากลุ่ม ส่งผลให้เกิดภาพชุลมุน มีการเร่งเขียนโพยลงบนแขนและจดใส่เศษกระดาษอย่างวุ่นวายตามที่ปรากฏในคลิปวิดีโอที่เอามาเปิดเผย

สำหรับประเด็นที่สังคมสงสัยเกี่ยวกับการตั้ง “คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26” ขึ้นมานั้น นายสิทธิโชติ อธิบายว่า ปกติ กกต. มีคณะสืบสวนปกติ 25 คณะ แต่สำนวนร้องเรียน สว. ทั่วประเทศในช่วง 3-4 เดือนแรก กลับถูกสั่งยกคำร้องเกือบทั้งหมด เนื่องจากพยานหลักฐานในระดับพื้นที่ไปไม่ถึง มีกระบวนการตัดตอน เปลี่ยนคำให้การ และพยานไม่ยอมพูดความจริงเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน กกต. จึงใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ.กกต. ประสานความร่วมมือกับ 3 หน่วยงานใหญ่ ได้แก่ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาร่วมเป็นคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน เพื่อใช้ศักยภาพในการเช็กเส้นทางการเงินและแกะรอยโทรศัพท์ 

แม้ช่วงแรกจะถูกคัดค้านในที่ประชุม กกต. และปรับเป็นอนุกรรมการซัพพอร์ตข้อมูล แต่ในที่สุด กกต. ได้ใช้อำนาจ “ความปรากฏ” ตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ขึ้นมา ประกอบด้วยเจ้าหน้าที่ DSI 3 คน และเจ้าหน้าที่ กกต. 6 คน เพื่อดึงสำนวนและสอบปากคำพยานใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกัน นายสิทธิโชติ ยังยืนยันด้วยว่า พยานสำคัญในสำนวนคณะ 26 (พยาน 16/26) ได้ให้การกับ DSI มาแล้ว 2 ครั้ง และเมื่อคณะ 26 เรียกมาสอบเป็นครั้งที่ 3 ก็ยังคงยืนยันคำให้การเดิมที่ห่างกันตามช่วงเวลา ดังนั้น คำอ้างที่ว่าถูกกดดันในภายหลังจึงฟังไม่ขึ้น และเป็นเหตุผลที่กรรมการเสียงข้างน้อยให้ความเชื่อถือพยานปากนี้

ส่วนของกระบวนการสรุปสำนวนที่มีเอกสารหนานับหมื่นหน้านั้น โดยปกติ กกต. มีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองสำนวนอยู่แล้ว 35 คณะ แต่เนื่องจากคดีเลือก สว. เป็นกรณีพิเศษ และเป็นที่สนใจของสังคม กกต. ทั้ง 7 คน จึงได้ส่งตัวแทนคนละ 1 คน มาร่วมตั้งเป็น “คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36” เพื่อทำหน้าที่กลั่นกรองสำนวนจากคณะ 26 อีกชั้นหนึ่งก่อนเสนอที่ประชุมใหญ่

“การตั้งคณะ 36 ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อซ้ำซ้อน หรือตั้งขึ้นมาตีกับคณะ 26 แต่เป็นการทำหน้าที่กลั่นกรองตามดุลยพินิจและกระบวนการทางกฎหมายปกติ เพียงแต่ตั้งเป็นกรณีพิเศษ 7 คน เพื่อความรวดเร็วและรอบคอบที่สุดเท่านั้น”

สำหรับข้อเท็จจริงที่ต้องพูดคือ ประธานคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ซึ่งมีกรรมการการเลือกตั้งท่านหนึ่งแต่งตั้งขึ้นมาและได้รับเลือกเป็นประธาน ไม่เรียกประชุมประมาณ 45 วันนับตั้งแต่แต่งตั้ง ตนไม่ทราบว่าล่าช้าเพราะอะไร เมื่อสอบถามว่าทำไมช้า ก็ได้รับคำตอบว่าไปต่างประเทศ ซึ่งทำให้คณะนี้พิจารณาช้า และในช่วงนั้นกรรมการการเลือกตั้งหลายคนกำลังจะครบวาระ ต้องแต่งตั้งคนเข้ามาแทน นี่คือข้อเท็จจริงเช่นกัน

ส่วนความเห็นของแต่ละท่าน ตนจะไม่ก้าวล่วง เพราะแต่ละท่านมีดุลยพินิจพิจารณาจากพยานหลักฐานได้ แต่จริงๆ คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ไม่ได้ยกทั้งหมด ยังเห็นด้วยกับคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 อยู่บางส่วน แต่เป็นส่วนน้อย เมื่อผ่านคณะอนุกรรมการชุดที่ 36 แล้ว สำนวนจึงเข้าสู่ที่ประชุม กกต. ขณะที่เวลาก็งวดเข้ามาทุกที

นายสิทธิโชติ เผยอีกว่า ขอพาดพิงถึงกรณีสำนักงาน กกต. ออกข่าวประชาสัมพันธ์ว่า ไม่มีการขอเรื่องเส้นเงินในที่ประชุม หรือไม่มีการส่งเรื่องเส้นเงิน มีแต่เรื่องไม่รับสำนวนอย่างเดียว ซึ่งสำนักงานก็ยอมรับว่าไม่รับสำนวน เรื่องนี้กระทบต่อตนอยู่บ้าง จึงขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ระหว่างที่คณะอนุกรรมการกำลังพิจารณาสำนวน ซึ่งเมื่อพิจารณาเสร็จต้องส่งกลับมายัง กกต. ทันทีนั้น DSI มีหนังสือแจ้งมาว่า ได้ทำสำนวนคดีฟอกเงิน โดยมีทั้งภาพถ่าย เส้นเงิน และเส้นโทรศัพท์ ซึ่งเกี่ยวพันกับผู้ถูกกล่าวหาในคดีสมาชิกวุฒิสภาประมาณ 8 คน

ขณะนั้นทาง DSI แจ้งมายัง กกต. ว่า หากสนใจและต้องการพยานหลักฐานในสำนวนเหล่านี้ ขอให้มีมติแจ้งไป แล้ว DSI จะทำสำเนาส่งให้ จึงเป็นที่มาของมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับ โดยกรรมการเสียงข้างมากให้เหตุผลว่า ยังไม่มีสำนวน เพราะสำนวนอยู่ที่คณะอนุกรรมการชุดที่ 36 ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลย จะรับได้อย่างไร

อย่างไรก็ตาม นายสิทธิโชติ ยังกล่าวด้วยว่า กกต. มีหน้าที่รวบรวมพยานหลักฐาน เมื่อมีหน่วยงานของรัฐแจ้งมา ประกอบกับคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ได้ทำบันทึกเสนอว่าประสงค์จะได้พยานหลักฐานเหล่านี้มาวิเคราะห์ก่อน ว่าจะเป็นประโยชน์ในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์หรือพิสูจน์ความผิดก็ได้ ตนจึงเห็นว่าการนำมาวิเคราะห์ไว้ก่อนเป็นผลดีต่อ กกต. และสามารถหยิบมาใช้ได้ในเวลาที่ต้องการ อย่างไรก็ตาม เมื่อโหวตกัน ความเห็นของตนก็แพ้ไป ก่อนจะทิ้งท้ายว่า “สิ่งที่ผมพูดก็พูดความจริง ผมจะไม่พูดโกหก ผมจะพูดแต่เรื่องจริงที่มันเกิดขึ้นเท่านั้น”