รองโฆษกรัฐบาล เผย รัฐบาลเดินหน้าปรับกฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ครั้งใหญ่ รองรับสัญญาอัตโนมัติ–เช็คและตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ ยกระดับลายมือชื่อ–ยืนยันตัวตน เพิ่มความมั่นใจทำธุรกรรมดิจิทัล
วันที่ 29 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. .... ต่อคณะรัฐมนตรี เพื่อปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ให้สอดคล้องกับรูปแบบการทำธุรกรรมและเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยมุ่งสนับสนุนให้การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นช่องทางหลักแทนการใช้เอกสารในรูปแบบเดิม แต่ไม่ได้ห้ามประชาชนหรือภาคธุรกิจทำธุรกรรมด้วยเอกสารตามปกติ
ร่างกฎหมายดังกล่าวจะขยายขอบเขตให้รองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ครอบคลุมมากขึ้น พร้อมกำหนดผลทางกฎหมายของข้อมูลและวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ให้ชัดเจน เพื่อลดข้อพิพาทและสร้างความเชื่อมั่นในการทำธุรกรรม ทั้งภายในประเทศและการค้าระหว่างประเทศ โดยปรับให้สอดคล้องกับกฎหมายแม่แบบของคณะกรรมาธิการสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายการค้าระหว่างประเทศ หรือ UNCITRAL Model Law
สาระสำคัญประการหนึ่ง คือ การรับรองผลทางกฎหมายของลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์และตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ เมื่อดำเนินการด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้หรือวิธีการที่สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (สพธอ.) ประกาศกำหนด รวมถึงกำหนดให้การปิดอากรแสตมป์อิเล็กทรอนิกส์เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กรมสรรพากรกำหนด
นอกจากนี้ ยังรองรับการทำสัญญาด้วย “ระบบอัตโนมัติ” โดยกำหนดให้สัญญาที่เกิดจากระบบซึ่งดำเนินการเองโดยไม่มีบุคคลเข้าแทรกแซงสามารถมีผลผูกพันหรือบังคับตามกฎหมายได้ ภายใต้เงื่อนไขที่คู่สัญญาสามารถคาดหมายการทำงานของระบบได้ตามวิธีการปกติ พร้อมกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการส่งและการยืนยันการได้รับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น
อีกประเด็นสำคัญ คือ การเพิ่มหมวด “ตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์” เพื่อรองรับตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงิน และเช็คในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ให้สามารถมีผลผูกพันหรือบังคับตามกฎหมายเช่นเดียวกับตราสารที่เป็นเอกสาร รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์เรื่องผู้ครอบครอง การส่งมอบ การสลักหลัง และการแก้ไขหรือเปลี่ยนแปลงข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ที่เชื่อถือได้ ซึ่งจะช่วยรองรับระบบการค้าระหว่างประเทศที่มีการใช้ตราสารอิเล็กทรอนิกส์ในการชำระเงินและแลกเปลี่ยนสินค้าและบริการมากขึ้น
ร่างกฎหมายยังเพิ่มหลักเกณฑ์สำหรับบริการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ 7 ประเภท ได้แก่ บริการพิสูจน์หรือยืนยันตัวตน บริการลงลายมือชื่ออิเล็กทรอนิกส์ บริการประทับเวลาและวันที่ บริการรับ ส่ง หรือจัดเก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ บริการจดทะเบียนหรือรับรองเว็บไซต์หรือโดเมนเนม บริการระบบตราสารเปลี่ยนมืออิเล็กทรอนิกส์ และบริการอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
พร้อมกันนี้ จะปรับกลไกกำกับดูแลโดยกำหนดหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ให้บริการตามระดับความเสี่ยง หรือ Risk-based Approach โดยผู้ให้บริการต้องใช้วิธีการที่เชื่อถือได้ในการสร้าง ส่ง รับ เก็บรักษา หรือประมวลผลข้อมูล รวมถึงจัดเก็บข้อมูลที่เป็นหลักฐานของธุรกรรม และต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด
ในส่วนการรับรองผู้ให้บริการ กำหนดไว้ 2 แนวทาง คือ ผู้ให้บริการสามารถยื่นคำขอให้ สพธอ. พิจารณารับรอง หรือ สพธอ. สามารถพิจารณารับรองผู้ให้บริการที่ใช้วิธีการซึ่งได้รับการยอมรับตามมาตรฐานสากลได้ โดย สพธอ. จะเผยแพร่รายชื่อผู้ได้รับการรับรองให้ประชาชนตรวจสอบได้ และหากมีเหตุที่กระทบต่อความน่าเชื่อถือของบริการ จะต้องประกาศข้อมูลให้ประชาชนผู้ใช้บริการทราบโดยพลัน
สำหรับข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์และสิ่งพิมพ์ออกจากข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ร่างกฎหมายกำหนดให้สามารถเป็นเอกสารหรือพยานหลักฐานที่รับฟังได้ตามกฎหมาย โดยหากมีผู้โต้แย้งความน่าเชื่อถือของข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ผู้โต้แย้งจะเป็นผู้มีภาระการพิสูจน์และออกค่าใช้จ่ายในการพิสูจน์ ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภครายย่อย การกำหนดขอบเขตอำนาจของหน่วยงาน และการกำกับมาตรฐานให้มีความชัดเจน ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาร่างกฎหมายต่อไป
นางสาวลลิดากล่าวว่า ร่างกฎหมายกำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจบริการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตตามกฎหมายเดิม ถือเป็นผู้ให้บริการที่ได้รับการรับรองตามกฎหมายฉบับใหม่ ขณะที่พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 จะยังคงใช้บังคับต่อไปจนกว่าจะมีกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลใช้บังคับ
ทั้งนี้ หากร่างพระราชบัญญัติผ่านกระบวนการตามกฎหมายและประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว จะมีผลใช้บังคับเมื่อพ้น 180 วันนับแต่วันประกาศ โดยได้เตรียมกฎหมายลำดับรองไว้รวม 26 ฉบับ ประกอบด้วยพระราชกฤษฎีกา 2 ฉบับ กฎกระทรวง 3 ฉบับ และประกาศ 21 ฉบับ
“การปรับปรุงกฎหมายครั้งนี้มีเป้าหมายทำให้กติกาของธุรกรรมดิจิทัลชัดเจนและทันต่อเทคโนโลยี ตั้งแต่การยืนยันตัวตน ลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ สัญญาอัตโนมัติ ไปจนถึงเช็คและตราสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจทำธุรกรรมได้สะดวก ปลอดภัย และมีความมั่นใจในผลทางกฎหมายมากขึ้น รวมทั้งช่วยรองรับการค้าดิจิทัลและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” นางสาวลลิดากล่าว