“เท้ง ณัฐพงษ์” ชี้ อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ไม่ใช่เฉพาะแก้น้ำท่วมล้มเหลว แนะอย่ามองว่า การลงทุนขนาดใหญ่แก้ปัญหาได้ทุกจุด ลั่นคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ด อาจดูย้อนแย้ง 


เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 29 ก.ย. 2569 ที่ประตูระบายน้ำคลองบางตลาด จ.นนทบุรี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ  หัวหน้าพรรคประชาชน นำคณะลงพื้นที่ดูการระบายน้ำในเขตนนทบุรี นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงดรามาเรื่องการถอดบทเรียนน้ำท่วม ว่า  ณ ตอนนี้ต้องยอมรับว่า สภาพภัยพิบัติน้ำท่วมปีนี้อาจแตกต่างจากปีก่อนๆ ไม่เหมือนอุทกภัยใหญ่ ควรโฟกัสไปที่ปัญหาที่ประชาชนได้รับให้สอดคล้องกับปัญหาหน้างาน ไม่ควรที่จะพูดในภาพรวมอย่างเดียว เมื่อถามว่าครม.จะมีโครงการ Flood Plain ใช้งบกว่า 1 แสนล้านบาท ในระยะ 7 ปี นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องทำโครงการขนาดใหญ่ ก็ต้องเริ่ม และมีการรับฟังความเห็นประชาชนอย่างรอบด้านด้วย ไม่ควรมองว่า การลงทุนขนาดใหญ่แก้ปัญหาได้ทุกจุด ต้องทำงานคู่ขนานกัน เมื่อถามว่านายกฯลงพื้นที่แล้วโดนด่า นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ท่านนายกฯ ได้แสดงความเห็นไปแล้วว่า อย่างไรก็ต้องรับ เป็นบทบาทในฐานะนายกฯ ซึ่ง ณ ตอนนี้รัฐบาลจะต้องพยายามอำนวยความสะดวกในการรับเงินเยียวยาให้สะดวกมากที่สุด ไม่ต้องเพิ่มภาระกับประชาชน


เมื่อถามว่าการบริหารของรัฐบาลถือว่าล้มเหลวและจะนำไปสู่ประเด็นอภิปรายได้หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เราเก็บเกี่ยวมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว ไม่ใช่เฉพาะกรณีน้ำท่วม ส่วนการบริหารจัดการน้ำ อย่างที่พวกเราได้เห็นว่าปัญหาต่างๆ มีเยอะ สิ่งที่รัฐบาลควรทำคือการส่งตัวแทนของรัฐหรือพรรคการเมือง ลงมาในพื้นที่ เพื่อเข้าใจประชาชนมากที่สุด เพื่อจะแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด


ลั่นคำวินิจฉัยคดีบาร์โค้ด อาจดูย้อนแย้ง

นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญกรณีคำร้องบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ว่า ตนแสดงความคิดเห็นโดยสุจริตว่าไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยของศาล มองว่าการพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดที่สามารถโยงไปยังข้อมูลผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งได้ ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ แต่เหตุผลที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แนวปฏิบัติที่มีการเก็บบัตรไว้แยกส่วนกันทำให้การเลือกตั้งเป็นโดยลับในทางปฏิบัติ แต่คำถามสำคัญ หากมีเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่ได้ปรากฏอยู่หน้าข่าว แต่ทำงานเป็นเบื้องหลังและนำไปประกอบข้อมูลกัน มีความเป็นไปได้ว่าสุดท้ายอาจจะมีผู้ที่ไม่หวังดีรู้ล่วงหน้าหรือรับรู้ได้ว่าใครโหวตอะไรหรือลงคะแนนอย่างไร

แต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวานนี้ที่ออกมา อาจจะดูย้อนแย้ง โดยส่วนหนึ่งบอกว่าลับในทางปฏิบัติ แต่ก็ไม่อยากให้มีอีกในอนาคตลักษณะนี้ ฉะนั้น มองว่าเป็นหน้าที่ของ กกต. ที่ต้องปรับปรุงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ในส่วนของพรรคปชน. มองว่า การตัดปัญหาที่ต้นตอ คือการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระ เช่น กกต. หรือ ศาลรัฐธรรมนูญที่ออกคำวินิจฉัยเช่นนี้ สุดท้ายนี้ เตรียมที่จะผลักดันให้องค์กรอิสระต่างๆ ทั้งที่มาและที่ไปมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น