“สิริพงศ์”สั่งย้ายรถหนีน้ำลงจาก “โทลล์เวย์-ทางด่วน” คมนาคมขนรถลาก 40 คันผนึก ตร. จัดระเบียบจราจร  ยังผ่อนผันจอดริมถนนในชุมชนได้หากไม่ขวางทาง ชี้บนทางด่วนเสี่ยงอุบัติเหตุรถเริ่มใช้ความเร็วปกติ 


วันที่ 29 ก.ย.2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รมช.คมนาคม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า จากกรณีที่มีประชาชนนำรถยนต์ขึ้นไปจอดเลี่ยงน้ำท่วมบนทางด่วนและดอนเมืองโทลล์เวย์เป็นจำนวนมาก ขอเตือนว่าการนำรถไปจอดบนทางหลวง ทางด่วน หรือโทลล์เวย์ซึ่งเป็นเส้นทางที่รถใช้ความเร็วสูง สมควรจะต้องขยับรถออกทันที เนื่องจากทิศทางการจราจรและพฤติกรรมการขับขี่ของรถทั่วไปเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ทำให้การจอดรถบนเส้นทางดังกล่าวมีความเสี่ยงสูงต่อความปลอดภัยและทรัพย์สินของประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมได้จัดเตรียมรถลากจำนวนประมาณ 40 คัน เพื่อสนับสนุนตำรวจจราจรในการเข้าจัดระเบียบพื้นที่และเคลื่อนย้ายรถในภาพรวม


อย่างไรก็ตาม สำหรับกรณีถนนในพื้นที่ชุมชนหรือรอบนอก เช่น บริเวณเคหะร่มเกล้า ซึ่งภายในพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังอยู่นั้น นายกรัฐมนตรีได้มอบแนวทางการทำงานให้เน้นการบริการประชาชนเป็นหลัก หากเป็นการจอดรถบริเวณชุมชนหรือถนนรอบนอกที่ไม่กีดขวางการจราจรมากเกินไป ก็ยังสามารถผ่อนผันให้จอดได้ แต่หากเป็นพื้นที่ทางด่วน ทางหลวง หรือสะพานข้ามแยกที่กีดขวางการจราจร ทางตำรวจจราจรจะร่วมประชาสัมพันธ์และพิจารณาจัดระเบียบตามความเหมาะสม โดยมีคมนาคมสนับสนุนเครื่องมือ


ส่วนมาตรการรองรับที่จอดรถนั้น กระทรวงคมนาคมยืนยันว่ายังมีสถานที่จอดรถรองรับ เช่น อาคารจอดรถขององค์การรถไฟฟ้ามหานคร (รฟม.) ซึ่งเปิดให้ประชาชนนำรถมาจอดฟรีได้จนถึงวันที่ 2 ตุลาคมนี้ และหากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย จะพิจารณาขยายเวลาเพิ่มเติม สำหรับกรณีดราม่าการเรียกเก็บเงินในวันแรกนั้น เกิดจากการสื่อสารคลาดเคลื่อนเนื่องจากมีประชาชนนำรถเข้าจอดก่อนวันประกาศใช้จริง ซึ่ง รฟม. ได้ขออภัยในความไม่สะดวก และยืนยันว่ามีระบบบันทึกข้อมูลผู้ใช้บริการครบถ้วน โดยจะดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้ที่จ่ายเงินเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาทุกคน


เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความเป็นไปได้ในการยกเว้นค่าบริการทางด่วนเพิ่มเติมอีก 1-2 วัน นายสิริพงศ์ ชี้แจงว่า การยกเว้นค่าทางด่วนเพิ่มเติมทำได้ยาก เนื่องจากต้องไปเจรจากับคู่สัญญาเอกชนผู้ได้รับสัมปทาน พร้อมยืนยันว่า ที่ประชุม ครม. ในวันนี้ ไม่มีการพิจารณาประกาศวันหยุดราชการเพิ่มเติมแต่อย่างใด


นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีได้เชิญอธิบดีกรมชลประทานมารายงานและสอบถามถึงแนวทางการระบายน้ำรวมถึงแผนป้องกันน้ำท่วมอย่างใกล้ชิด พร้อมกำชับว่า หากหน่วยงานข้าราชการประจำจุดใดไม่ให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงาน ให้ทำบันทึกแจ้งต่อนายกรัฐมนตรีทันที เพื่อส่งตัวมาศึกษาดูงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี ในส่วนของงบประมาณ ปัจจุบันมีงบกลางคงเหลืออยู่ประมาณ 4,000 ล้านบาท ได้ตัดไปให้ภารกิจช่วยเหลือน้ำท่วมทั้งหมดและมี กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)ด้วย