“ยุทธพร” เผย “ปกรณ์” ลงนามประกาศกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดช่องทาง-วิธีการยื่นขอนิรโทษกรรม กรณีถูกปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ -ไม่ชัดเจนแล้ว ยันเดินหน้าตามกรอบ 180 วัน ถกนัดที่ 2 เดือนต.ค. เชื่อเป็นจุดเริ่มต้นสร้างสังคมปรองดองสมานฉันท์ พร้อมร่วม “วุฒิสาร- คณพล-ทิชา” นั่งทีมโฆษก
วันที่ 28 ก.ย. 2569 รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย นักวิชาการรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ในฐานะคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เปิดเผยความคืบหน้าการทำงานคณะกรรมการฯ ว่า เมื่อวันที่ 24 ก.ย. นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ลงนามในประกาศคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เรื่อง ช่องทางและวิธีการยื่นเรื่องร้องขอนิรโทษกรรม เกี่ยวกับกระบวนการขั้นตอนในการขอนิรโทษกรรมและประกาศถึงช่องทางต่าง ๆ ณ เวลานี้ได้เวียนประกาศนี้ไปยังหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเผยแพร่สู่สาธารณะแล้ว ซึ่งตรงนี้จะทำให้ผู้ต้องการยื่นเรื่องสามารถทำได้ ถ้าหน่วยงานใดได้เห็นประกาศนี้ ถือปฏิบัติตาม พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ก็ไม่จำเป็นต้องยื่นเรื่อง ซึ่งกรณียื่นเรื่องคือเมื่อได้รับการปฏิเสธจากหน่วยงานรัฐ หรือมีความไม่ชัดเจน โดยส่วนนี้ จากการคาดหมายมีไม่เยอะ เพราะส่วนใหญ่หน่วยงานทราบประกาศตรงนี้แล้ว โดยเงื่อนไขในกฎหมาย ให้นิรโทษกรรมต้องทำทันที
รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า ขณะเดียวกัน มีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมา 2 ชุด โดยชุดแรกเป็นอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่องในส่วนของผู้ที่ยื่นมา และอนุกรรมการสื่อสารสาธารณะ เผยแพร่ ประชาสัมพันธ์ โดยทั้ง 2 ชุด มีกรรมการชุดใหญ่ร่วมอยู่ด้วย อีกส่วนเป็นผู้แทนกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาประกอบกัน
รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า โดยขณะที่ยังไม่ได้รับแจ้งจากฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ ส่งคดีความหรือเรื่องอะไรเข้ามาแล้วเท่าไร เพราะฉะนั้นขณะนี้ยังไม่ทราบตัวเลขจริง ๆ เข้าใจว่าเดี๋ยวฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการฯ จะมีการรวบรวมและนัดประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรองเรื่อง ที่มีปลัดกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานอนุกรรมการฯ ชุดดังกล่าวนี้ ซึ่งโดยการคาดหมายตนคิดว่าจะมีไม่เยอะ เพราะส่วนใหญ่ตอนนี้หน่วยงานราชการได้ทราบประกาศนี้แล้ว และทราบอยู่แล้วเงื่อนไขใน พ.ร.บ. สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 ให้นิรโทษกรรมโดยทันที นับแต่วันประกาศใช้กฎหมาย และวันที่กฎหมายมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 69 เพราะฉะนั้น เรื่องที่จะเข้าสู่คณะกรรมการฯ ไม่น่าจะมีเยอะ
รศ.ดร.ยุทธพร กล่าวว่า สำหรับการประชุมคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข ครั้งที่ 2 นัดไว้จะมีขึ้นในเดือน ต.ค. โดยยังไม่ได้กำหนดวัน ซึ่งน่าจะมีการพูดคุยกันในเรื่องของตัวเลข ซึ่งการประชุมครั้งที่แล้วมีการคุยกันว่า ตัวเลขยังไม่ชัดเจน ตกลงคนที่ได้ประโยชน์จากกฎหมายฉบับนี้มีจำนวนเท่าไรกันแน่ จริง ๆ ในชั้นของการแก้ไขในช่วงร่างกฎหมาย ตัวเลขที่เราได้จากแต่ละหน่วยไม่เคยตรงกันเลย เพราะฉะนั้นเดือนหน้าให้ฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการ คือ ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ไปรวบรวมสอบทาน เดี๋ยวเราจะมาตรวจสอบเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนอีกครั้ง
ทั้งนี้ เป็นการสรุปตัวเลขทั้งหมดเพื่อให้เห็นว่าผู้ได้รับประโยชน์จากกฎหมายนี้มีจำนวนเท่าไร แต่ตัวเลขตรงนี้จะไม่เกี่ยวกับสิทธิของท่าน เดี๋ยวหลายท่านจะกังวลว่า ต้องไปรวบรวมตัวเลขก่อนถึงจะนิรโทษกรรมให้ท่าน ซึ่งไม่ใช่ เพราะท่านได้รับผลตั้งแต่วันที่ 24 ส.ค. 69 แล้ว ตัวเลขตรงนี้เพื่อเป็นข้อมูล เพื่อเราจะได้ทราบสถานการณ์เท่านั้น เพราะเดี๋ยวจะต้องมีการไปจัดทำรายงานตามหน้าที่คณะกรรมการที่บัญญัติไว้ในกฎหมายในตอนท้าย
เมื่อถามว่า เมื่อคณะกรรมการฯดำเนินการนิรโทษกรรมเสร็จสิ้นแล้ว ยังต้องมีการดำเนินการอะไรต่อหรือไม่ รศ.ดร. ยุทธพร กล่าวว่า กฎหมายเขียนไว้ชัดว่าต้องดำเนินการนิรโทษกรรมให้แล้วเสร็จภายใน 180 วัน คือภายในวันที่ 20 มี.ค. 70 ถ้าไม่เสร็จตามภารกิจทั้งหมดที่กำหนดไว้ในกฎหมายจะขยายได้ครั้งละ 90 วัน แต่ขยายได้อีกไม่เกิน 2 ครั้งเท่านั้น สรุปง่าย ๆ ว่า เต็มที่ที่สุดไม่เกิน 360 วัน หรือโดยประมาณคือยังไม่ครบปี เกือบ ๆ 1 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นคณะกรรมการชุดนี้จะสิ้นสุดโดยผลของกฎหมาย ตรงนี้จะมีการเร่งโดยเฉพาะการนิรโทษกรรมให้เสร็จ
รศ.ดร. ยุทธพร กล่าวว่า ตนเชื่อว่ากฎหมายนี้ไม่ใช่เป็นจุดสิ้นสุดของเรื่องความขัดแย้ง แต่ว่ากฎหมายฉบับนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสังคมที่ปรองดองสมานฉันท์ นั่นหมายความว่า ความขัดแย้งไม่ได้จบลงได้ด้วยกฎหมายฉบับนี้ฉบับเดียวเท่านั้น ขณะเดียวกัน เราต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมา มีคนกลุ่มหนึ่งไม่ได้ครอบคลุมฐานความผิดที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้ เพราะฉะนั้นก็เท่ากับว่าตรงนี้ยังคงเป็นสิ่งที่เราต้องรับฟังต่อไป จริง ๆ ในชั้นการร่างกฎหมายฉบับนี้ตนก็เป็นคนเสนอเองว่าจะต้องมีการสื่อสารสาธารณะเพื่อนำข้อมูลไปจัดทำเป็นรายงานประเมินสถานการณ์ที่จะส่งไปยังผู้แทนราษฎร สารรัฐบาล เผยแพร่ประชาชนทั่วไปด้วย ซึ่งรายงานฉบับนี้จะเป็นฐานสำคัญในการที่จะไปนิรโทษกรรมต่อไปในอนาคต หรือจะเรียกชื่ออะไรก็แล้วแต่สามารถเดินหน้าไปสู่อนาคตได้ หมายความว่ากฎหมายฉบับนี้ รวมไปถึงคณะกรรมการชุดนี้ไม่ใช่จุดสิ้นสุดแน่นอน ที่เราจะบอกว่าความขัดแย้งในสังคมไทยไม่มีอีก แต่ตรงนี้คือจุดเริ่มต้นต่างหากที่จะนำไปสู่สังคมที่ปรองดองสมานฉันท์
นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งตั้งโฆษกคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข จำนวน 4 คน โดยมีตน นายวุฒิสาร ตันไชย นายคณพล จันทร์หอม และนางทิชา ณ นคร