“แสวง” เผย กกต. น้อมรับคำแนะนำศาลรัฐธรรมนูญ แจงปมฟ้องร้องเพื่อปกป้องกระบวนการเลือกตั้งตามหน้าที่ ลั่นถ้าจะรู้สึกไม่ดีบ้าง ที่ผ่านมาคือทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจเท่านั้นเอง
เมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 28 กันยายน 2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ว่า วันนี้เป็นเรื่องต่างคนต่างทำหน้าที่ ผู้ร้องก็อยากจะดูแลประชาชน เรื่องการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการที่จะทำให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยตรงและลับ
ในส่วนของสำนักงาน กกต. ถ้าได้ฟังสิ่งที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยก็จะมีคำอธิบายว่าทำไมเราถึงทำอย่างนั้น แต่คำวินิจฉัยก็ออกมาแล้ว และศาลรัฐธรรมนูญก็มีคำแนะนำอยู่ 2 ประการ คือ 1. ตรงและลับ 2. สุจริตและเที่ยงธรรม ในนามของสำนักงาน กกต. คงจะต้องนำมาปฏิบัติ จริงๆ อะไรที่ประชาชนไม่สบายใจ โดยเฉพาะเกี่ยวกับเรื่องการเลือกตั้ง เราไม่อยากทำอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าขณะที่ทำ ณ วันนั้น เราก็มีความมั่นใจว่าเราสามารถทำให้การลงคะแนนเป็นไปโดยตรงและลับ แต่เมื่อประชาชนไม่สบายใจหรืออาจจะทำให้ขาดความเชื่อมั่น ซึ่งก็อยู่ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ สำนักงาน กกต. ก็จะนำมาปฏิบัติให้ตรงตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
เมื่อถามว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเพื่อสร้างความมั่นใจกับประชาชนหรือไม่ นายแสวง ตอบว่า คำวินิจฉัย เรามีทั้ง 2 หลักการดังกล่าวอยู่ด้วยกัน ซึ่งเป็นหน้าที่ของ กกต. เราพยายามจะทำให้การเลือกตั้งออกมาดีทั้ง 2 หลักการ เพียงแต่เมื่อมีสิ่งที่เกิดขึ้น มีข้อทักท้วงจากประชาชนหรือผู้ร้องทั้ง 20 กว่าราย
“จริงๆ เป็นเรื่องดี ทางสำนักงาน กกต. ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหาในการทำงานที่ผู้ร้องจะมาร้อง นั่นคือการช่วยดูแลการเมืองและสิทธิของประชาชนร่วมกัน เราต้องสร้างความเชื่อมั่นจากการออกแบบเป็นบัตรเลือกตั้งให้สามารถทำได้ทั้ง 2 หลักการ จริงๆ ทำได้ไม่ยาก แต่การเลือกตั้งครั้งที่แล้วเราคิดว่าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ แต่เมื่อมีความไม่สบายใจก็ต้องมีการแก้ไข”
เลขาธิการ กกต. เผยต่อไปว่า ส่วนที่เราทำหน้าที่ตรงนี้ อะไรที่ทำให้ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และทำให้ประชาชนสบายใจ เกิดความเชื่อมั่น เราจะทำทั้ง 2 หลักการ ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป
ผู้สื่อข่าวถามต่อประเด็น “ลับโดยมีเงื่อนไข ไม่ใช่ความลับโดยสมบูรณ์” กกต. มองว่าอย่างไรบ้าง นายแสวง ระบุว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้วางแนวไว้แล้ว เราก็ปฏิบัติมา เวลาที่เราทำงานเราอยากให้โดยลับบริบูรณ์ แต่เวลาทำงานอย่างที่บอกมีหลักเรื่องความสุจริตและเที่ยงธรรมเข้ามาด้วย ศาลได้วางหลักว่าหลักที่ลับแบบมีเงื่อนไขต้องสมดุลกัน คือไม่กระทบสาระสำคัญของหลักตรงและลับ ซึ่งอยู่ที่มาตรการ
“จริงๆ ก่อนที่จะมีบาร์โค้ด เวลามีคนกระทำผิดเราสามารถสืบได้จากการที่เราไปเอาบัตรมาและดูลายนิ้วมือจากบัตรนั้น สมัยที่เราใช้ลายนิ้วมือก็ถือว่าไม่ลับอยู่แล้ว จริงๆ อย่าเอาเรื่องการกระทำความผิดมาปนกับเรื่องตรงและลับ คนกระทำผิดต้องได้รับโทษ เมื่อเทคโนโลยีใหม่เข้ามาสามารถป้องกันได้”
ส่วนที่สำนักงาน กกต. ฟ้องบุคคลที่มีการตรวจสอบบาร์โค้ด หรือคิวอาร์โค้ด จะมีการเอาผิดหรือไม่ นายแสวง ตอบว่า เป็นคนละประเด็น กรณีที่สำนักงาน กกต. ไปฟ้อง ไม่ได้ฟ้องเพื่อป้องกันตัวเอง แต่เป็นการฟ้องสำหรับปกป้องกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นหน้าที่ ถ้าเราไม่ทำเราก็เหมือนการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ คนละอย่างกับการใช้สิทธิเสรีภาพ
“คนอาจจะพูดว่าเราฟ้องปิดปาก แต่จริงๆ คนละประเด็น สิทธิเสรีภาพ ประชาชนสามารถใช้ได้ ไม่ว่าจะการพูดหรือการกระทำที่ไม่กระทบกับสาระสำคัญของกระบวนการเลือกตั้ง ลักษณะที่เราไปฟ้อง มีกรณีเดียวคือกระทบสาระสำคัญของกระบวนการเลือกตั้ง คนละอย่างกับการใช้เสรีภาพในการวิเคราะห์วิจารณ์ กกต. ใครมาวิพากษ์วิจารณ์ก็ไม่เคยฟ้อง”
ส่วนกรณีคนที่ถูกร้องระบุว่ายังไม่ถูกเรียกไปสอบสวนนั้น นายแสวง กล่าวว่า ตนไปตอบแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้
เมื่อถามต่อไปว่า บัตรสีชมพู (บัญชีรายชื่อ) แท่งบาร์โค้ดสามารถยืนยันได้ตรงกันจริง 3 ส่วน ประชาชนจะมั่นใจผลการเลือกตั้งครั้งล่าสุดได้อย่างไร นายแสวง ตอบว่า ศาลระบุว่าอาจจะเกิดขึ้นได้ยาก แต่มาตรการที่เราป้องกันอยู่ทุกวันนี้สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ณ วันนี้ยังไม่มีใครทราบว่าใครลงคะแนนให้ใคร การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ผ่านมาแล้ว มีอย่างเดียวที่ศาลท่านให้คำแนะนำคือเก็บรักษาให้ถูกต้องให้ดีที่สุด อย่าให้กระทบสิทธิประชาชนในเรื่องหลักการตรงและลับ แต่หากมีการเลือกตั้งครั้งใหม่เราจะเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญมาทำเกี่ยวกับบัตร เพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ อาจจะเป็นรูปแบบอื่นที่ทำให้รู้สึกว่าเรามั่นใจ
ทางด้านประเด็นที่พรรคประชาชน (ปชน.) ฟ้องเรื่องมาตรา 157 นายแสวง เผยว่า จริงๆ เป็นเรื่องของการใช้สิทธิ เราอยู่ในที่สว่าง พร้อมจะรับการตรวจสอบ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่ารู้สึกกังวลใจหรือไม่ นายแสวง กล่าวตอบว่า ส่วนตัวไม่ได้รู้สึกอะไร ทุกคนสามารถตรวจสอบเราได้อยู่แล้ว ถ้าจะรู้สึกไม่ดีบ้าง ที่ผ่านมาก็คือทำให้ประชาชนรู้สึกไม่สบายใจเท่านั้นเอง.