ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย “คดีบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง” ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่ละเมิดสิทธิเสรีภาพประชาชน แต่ให้ กกต. มีมาตรการรัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะไม่ให้มีการเข้าถึงข้อมูลและการออกเสียง
เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 28 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งพิจารณาเพื่ออ่านคำวินิจฉัยในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน อ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) เป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่กำหนดให้บัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด ซึ่งอาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปด้วยความลับและมีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หลังนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ มาตั้งแต่ 09.30 น. ซึ่งในช่วงการฟังคำวินิจฉัย นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (ผู้ถูกร้องที่ 1) นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. (ผู้ถูกร้องที่ 2) ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก กกต. (ผู้ถูกร้องที่ 3) เดินทางมารับฟังด้วยตนเอง
คำวินิจฉัยโดยสรุปเบื้องต้น การใช้ “รหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสืบทราบและตรวจสอบตัวตนของผู้ลงคะแนนรวมถึงผลการลงคะแนนได้ คงมีปัญหาที่ต้องพิจารณาเฉพาะในการพิจารณา “รหัสบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีและชื่อ” เท่านั้น ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าการใช้บาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งจะทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์สำคัญเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับระบุหรือจำแนกบัตรแต่ละใบ เพื่อให้ทราบว่าบัตรนั้นอยู่ในชุดใด จัดพิมพ์ขึ้นในกระบวนการใด หรือได้รับการจัดสรรไปยังเขตเลือกตั้งหรือหน่วยเลือกตั้งใด
การระบุข้อมูลดังกล่าวเป็นการควบคุมบัตรเลือกตั้งเพื่อควบคุมตรวจสอบความถูกต้องของกระบวนการบริหารจัดการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม มิได้มีวัตถุประสงค์โดยตรงเพื่อต้องการเปิดเผยว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งคนใดลงคะแนนให้พรรคการเมืองใด
ข้อเท็จจริงที่ได้จากการไต่สวนพบว่า “รหัสบาร์โค้ด” สามารถเชื่อมโยงข้อมูล 3 ส่วนเข้าด้วยกันและตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่หมายเลขบัตร ลำดับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เครื่องหมายลงคะแนน พรรคการเมืองที่เลือก ซึ่งอาจถือว่ามีผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยหลักของการลงคะแนน เพราะข้อมูลไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการระบุหมายเลขบัตร แต่สามารถเปิดเผยเจตจำนงทางการเมืองของบุคคลได้ด้วย
แต่เมื่อชั่งน้ำหนักระหว่างประโยชน์สาธารณะที่เกิดขึ้นจากการใช้รหัสบาร์โค้ดกับผลกระทบต่อหลักการเลือกตั้งโดยหลักและสิทธิเลือกตั้งหรือเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนแล้ว เห็นได้ว่าระบบบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งโดยรวมการใช้รหัสบาร์โค้ด เป็นข้อมูลสำหรับการควบคุมและตรวจสอบการเลือกตั้ง มิใช่ข้อมูลที่แสดงให้เห็นโดยตรงว่าผู้มีสิทธิลงคะแนนเลือกตั้งให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด จะทำให้ทราบผลการลงคะแนนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้นั้น จะต้องมีข้อมูลหรือกระบวนการอื่นที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างตัวบุคคล รหัสประจำบัตร และผลการออกเสียงลงคะแนนเข้าด้วยกันได้ โดยอาศัยเอกสาร 3 ส่วนคือ บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง
เมื่อพิจารณาถึงมาตรการจัดเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งเพื่อคุ้มครองเจตจำนงทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแล้วเห็นได้ว่า การบริหารจัดการบัตรเลือกตั้งนับตั้งแต่ขั้นตอนการจัดพิมพ์ การจัดสรร การขนส่ง การส่งมอบให้แก่หน่วยเลือกตั้ง การลงคะแนน การนับคะแนน และการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตลอดจนการเก็บรักษาภายหลังการลงคะแนน รหัสบาร์โค้ดสามารถใช้เป็นมาตรการป้องกันและควบคุมตรวจสอบไม่ให้มีการใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขต ที่เป็นการนำบัตรเลือกตั้งจากเขตเลือกตั้งหนึ่งไปใช้ในอีกเขตหนึ่ง
การกำหนดรหัสหรือข้อมูลเฉพาะรหัสประจำบัตรย่อมช่วยทำให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ว่าบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏอยู่ในหน่วยเลือกตั้งนั้น เป็นบัตรเลือกตั้งที่ได้รับการจัดสรรไว้สำหรับพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่ หากบัตรเลือกตั้งของแต่ละเขตมีข้อมูลเฉพาะแตกต่างกัน การใช้บัตรเลือกตั้งข้ามเขตมีโอกาสถูกตรวจพบได้ อีกทั้งรหัสบาร์โค้ดสามารถควบคุมบัตรเลือกตั้งที่มีการจัดพิมพ์และจัดสรรไปยังเขตเลือกตั้งและหน่วยเลือกตั้งต่างๆ รวมถึงจำนวนบัตรเลือกตั้งที่นำไปใช้จริง และจำนวนบัตรเลือกตั้งที่เหลือได้อย่างเป็นระบบ ช่วยลดความเสี่ยงจากบัตรเลือกตั้งส่วนเกินหรือบัตรเลือกตั้งที่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งที่มาได้
ส่วนการที่บัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อมีทั้งคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันกล่าวคือ รหัสคิวอาร์โค้ดใช้สำหรับควบคุมการจัดสรรหรือส่งมอบเล่มบัตรไปยังเขตเลือกตั้งหรือหน่วยเลือกตั้งต่างๆ ในขณะที่รหัสบาร์โค้ดใช้สำหรับควบคุมการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งแต่ละใบ
พิจารณาจากข้อเท็จจริงที่ผู้ร้องนำสืบและพยานหลักฐานจากการไต่สวน ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานเพียงพอที่จะรับฟังได้ว่าบุคคลใดหรือหน่วยงานใดนำบัตรเลือกตั้งไปเชื่อมโยงกันเพื่อสืบทราบผลการออกเสียงลงคะแนน จนทำให้สามารถทราบได้ว่าผู้ร้องเรียน หรือประชาชนคนใดลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด
ข้อกล่าวอ้างของผู้ร้องยังไม่เพียงพอที่จะรับฟังว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่กำหนดให้มีรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งถือได้ว่าเป็นการทำลายหรือทำให้สาระสำคัญของหลักการเลือกตั้งโดยลับและเสรีภาพในการออกเสียงลงคะแนนของประชาชนเสียไป ไม่เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรค 1
แม้การระบุรหัสแท่งบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญอันเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนหรือประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรค 1 แต่ข้อเท็จจริงแสดงให้เห็นถึงผลกระทบต่อความไว้วางใจของประชาชนที่มีต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งของผู้ถูกร้องทั้ง 3
เพื่อให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นต่อกระบวนการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ผู้ถูกร้องทั้ง 3 ควรกำหนดรูปแบบการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งโดยคำนึงถึงมาตรการป้องกันการปลอมแปลงบัตรเลือกตั้ง หรือป้องกันการทุจริตการเลือกตั้งโดยไม่ใช้เครื่องหมายหรือสัญลักษณ์ใดบนบัตรเลือกตั้งที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลระบบตัวตนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งและผลการออกเสียงลงคะแนนอย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น และควรกำหนดวิธีการจัดเก็บบัตรเลือกตั้งที่ผิดพลาด ตามคำวินิจฉัยนี้ให้มีมาตรการรัดกุมและเข้มงวดเป็นการเฉพาะ ไม่ให้มีการกระทำโดยผิดกฎหมายเพื่อเข้าถึงข้อมูลและการออกเสียงลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง
“อาศัยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นจึงวินิจฉัยว่า การใช้รหัสแท่งบาร์โค้ดและรหัสคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ไม่มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญมาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรค 2 และมาตรา 85 วรรค 1 ไม่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของผู้ร้องเรียนและประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง”
อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเป็นเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 ชี้ว่า “บัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ด” ชอบด้วยธรรมรัฐธรรมนูญ และมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 ประเด็น “บัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ด” ชี้ว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญ