รัฐบาลเผยตั้ง ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม “JICC” สื่อสารข้อมูลกลาง ลดความสับสน ย้ำสถานการณ์น้ำท่วม กทม.-ปริมณฑลต่างจากปี 2554 ครั้งนี้ปริมาณน้ำฝนมากที่สุดในรอบ 43 ปี


วันที่ 27 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลหลั่งอย่างรวดเร็ว และมีข้อมูลจำนวนมากที่อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสน รัฐบาลตระหนักดีว่า ในสถานการณ์นี้ ข้อมูลที่ถูกต้อง แม่นยำ และรวดเร็ว เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดำเนินชีวิตของพี่น้องประชาชน

รัฐบาลจึงได้ตั้ง “ศูนย์ข้อมูลข่าวสารร่วมสถานการณ์น้ำท่วม” หรือ JICC - Joint Information and Communication Center เพื่อให้การสื่อสารมีความเป็นเอกภาพ ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมข้อมูลข่าวสารทั้งหมด จัดทำเป็นข้อมูลกลาง เพื่อส่งตรงถึงพี่น้องประชาชน ลดความสับสนจากข้อมูลที่หลากหลาย โดยกำหนดแถลงอย่างเป็นทางการเป็นประจำทุกวัน ในเวลา 10.00 น. ผ่านทางสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย หรือ NBT และผ่านเพจไทยคู่ฟ้า 

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า สิ่งที่พี่น้องประชาชนกังวลใจมากที่สุดตอนนี้ จะมีคำถามที่ว่า เรากำลังเผชิญกับน้ำท่วมใหญ่ ซ้ำรอยวิกฤตน้ำท่วมในปี 2554 แล้วหรือไม่ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์สิ่งที่แตกต่างกันระหว่างสถานการณ์ปี 2554 และสถานการณ์ปัจจุบัน

น้ำท่วม 2554 ขณะนั้นประเทศไทยเผชิญกับสถานการณ์พายุซ้ำซ้อนถึง 5 ลูกติด เกิดมวลน้ำเหนือไหลบ่า แผ่ขยายเป็นวงกว้าง ทำให้พื้นที่รับน้ำของเขื่อนหลัก อย่างเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน เต็มความจุที่ 100% และต้องเร่งระบายน้ำลงสู่ภาคกลาง ต่างจากสถานการณ์ปัจจุบัน ที่แม้จะยังอยู่ช่วงฤดูฝน แต่ศักยภาพในการรองรับน้ำของ 4 เขื่อนหลัก ยังมีศักยภาพรองรับน้ำได้ถึง 7,260 ล้านลูกบาศก์เมตร

ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นกับกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล ในปัจจุบันเป็นการกำลังเผชิญกับ “สภาพอากาศสุดขั้ว” จากฝนที่ตกลงมาเป็นลักษณะฝนหมุนวน ครอบคลุมพื้นที่ ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยตั้งแต่วันที่ 24 กันยายน จนถึงปัจจุบัน วัดปริมาณฝนสะสมสูงสุดอยู่ที่ 340 มิลลิเมตร หรือคิดเป็นมวลน้ำที่มากถึง 248 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณฝนที่เผชิญขณะนี้ถือเป็นปริมาณน้ำฝนที่ตกลงมามากที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2526 หรือในรอบ 43 ปี 

ส่วนการระบายน้ำในปัจจุบันรัฐบาลได้ประสานกับกรุงเทพมหานครสั่งการให้ระบบระบายน้ำเดินเครื่องสูบเต็มกำลัง ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านสถานีสูบน้ำและอุโมงค์ระบายน้ำ เพื่อสูบน้ำออกสู่แม่น้ำเจ้าพระยา “หากไม่มีฝนตกลงมาเพิ่ม คาดว่าสถานการณ์น้ำที่ยังท่วมขังในพื้นที่ส่วนใหญ่จะเริ่มคลี่คลายภายใน 2-3 วัน ศักยภาพการระบายน้ำที่ทำได้เฉลี่ยอยู่ที่ 50 ล้านลูกบาศก์ต่อวัน”

ข้อมูลล่าสุดจากกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำขณะนี้ได้เคลื่อนตัวไปทางด้านตะวันตกของประเทศไทย ส่งผลให้ประเทศไทยยังคงมีฝนตกหนักได้บางแห่ง โดยเฉพาะบริเวณภาคตะวันตก ภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และเนื่องจากหลายพื้นที่ยังมีน้ำท่วมขังสะสม แนะนำพี่น้องประชาชนหลีกเลี่ยงการสัญจรเข้าไปในจุดที่ยังมีน้ำท่วมสูง 

แต่หากประชาชนยังมีความกังวลในสถานการณ์ รัฐบาลประสานความร่วมมือจากทุกหน่วยงานในการดูแลและอำนวยความสะดวกกับพี่น้องประชาชน ด้วยการจัดเตรียมพื้นที่รองรับสำหรับจอดยานพาหนะ และศูนย์พักพิงชั่วคราว ซึ่งสามารถติดตามข้อมูลได้จากศูนย์ JICC ผ่านเพจไทยคู่ฟ้า 

“รัฐบาลเข้าใจดีถึงความยากลำบากและความกังวลของพี่น้องประชาชน จะไม่ปล่อยให้ทุกท่านต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้เพียงลำพัง ทุกหน่วยงานกำลังทำงานแข่งกับเวลา เพื่อนำความปลอดภัยและความเป็นอยู่ที่ปกติกลับมาให้ทุกท่านโดยเร็วที่สุด” 

พร้อมกันนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการฟื้นฟู เยียวยา โดยไม่ต้องรอน้ำลดทั้งหมด นายกรัฐมนตรียังได้ให้คำมั่นกับพี่น้องประชาชนว่า ข้อมูลต้องถูกต้อง แม่นยำ การช่วยเหลือต้องรวดเร็ว และประชาชนต้องไม่ประสบภัยเพียงลำพัง