“สุริยะ” สั่งปรับแผนบริหารน้ำเชิงรุก เน้นเฝ้าระวังน้ำเจ้าพระยาใกล้ชิด รับฝนเพิ่ม เน้นให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน ควบคู่กับการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย 


วันที่ 27 ก.ย.2569 นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยหลังประชุมติดตามสถานการณ์น้ำ และแนวทางบริหารจัดการน้ำลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่โครงการประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดสมุทรปราการ ว่า ช่วงเดือนกันยายนที่ผ่านมา ประเทศไทยได้รับอิทธิพลจากร่องมรสุมและมรสุมตะวันตกเฉียงใต้หลายระลอก ทำให้หลายพื้นที่มีฝนตกหนักต่อเนื่อง เกิดน้ำหลาก น้ำล้นตลิ่ง และน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มต่ำหลายแห่ง แม้หลายพื้นที่สถานการณ์จะเริ่มคลี่คลายและกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้ว แต่ยังมีบางพื้นที่ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำและพื้นที่ริมแม่น้ำสายหลัก จึงได้กำชับกรมชลประทานตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ให้ติดตามสภาพอากาศและสถานการณ์น้ำทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง พร้อมเตรียมความพร้อมตลอด 24 ชั่วโมง ทั้งบุคลากร เครื่องจักร เครื่องมือ และระบบชลประทาน


“ โดยให้นำข้อมูลจากทุกภาคส่วนมาวิเคราะห์และประเมินแนวโน้มอย่างต่อเนื่อง เพื่อปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ สำหรับพื้นที่ประสบอุทกภัย ให้เร่งติดตั้งเครื่องจักร เครื่องมือ และระบายน้ำออกจากพื้นที่โดยเร็ว ขณะที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาให้บริหารพื้นที่ตอนบนเพื่อรองรับน้ำ และใช้ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยาในการกระจายและระบายน้ำระหว่างพื้นที่อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมประสานข้อมูลและลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งให้ความสำคัญกับการดูแลพื้นที่การเกษตรและพื้นที่เศรษฐกิจควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำ เพื่อลดความเสียหายต่อประชาชนให้มากที่สุด” นายสุริยะ กล่าว


นายสุริยะ กล่าวอีกว่า พร้อมกันนี้ ให้เร่งกำจัดสิ่งกีดขวางทางน้ำ ตรวจสอบอาคารชลประทานและสถานีสูบน้ำให้พร้อมใช้งาน และใช้ประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สถานีสูบน้ำ และเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม เพื่อเร่งระบายน้ำออกสู่ลำน้ำสายหลักและอ่าวไทยให้สอดคล้องกับสถานการณ์และจังหวะการขึ้นลงของน้ำทะเล รวมถึงเน้นการประชาสัมพันธ์และแจ้งเตือนสถานการณ์น้ำให้ประชาชนรับทราบอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือได้ทันท่วงที


“ การบริหารจัดการน้ำต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและสมดุล ให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของประชาชน ควบคู่กับการป้องกันและบรรเทาอุทกภัย การบริหารน้ำไว้ใช้ในช่วงขาดแคลน และการลดผลกระทบต่อพื้นที่เกษตรกรรม พร้อมกำชับทุกหน่วยงานทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่จริง และพร้อมให้ความช่วยเหลือประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่เสี่ยง เพื่อดูแลประชาชน ลดความเสียหาย และบรรเทาความเดือดร้อนให้ได้มากที่สุด” นายสุริยะ กล่าวย้ำ


ด้าน นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ขณะนี้ยังมีน้ำจากพื้นที่ตอนบนไหลลงสู่ลุ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับมีแนวโน้มฝนเพิ่มขึ้นในพื้นที่ภาคกลาง จึงต้องเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากหากมีฝนตกเพิ่มขึ้น อาจทำให้ปริมาณน้ำในลำน้ำและระดับน้ำในพื้นที่ท้ายเขื่อนปรับตัวสูงขึ้นได้

“กรมชลประทานจึงวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า มีการชะลอน้ำในพื้นที่ด้านบนและกระจายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกตามศักยภาพของพื้นที่ ควบคู่กับการบริหารการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้เหมาะสมกับปริมาณน้ำที่ไหลลงมา เพื่อไม่ให้น้ำถูกส่งต่อไปยังพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนเร็วเกินไป พร้อมเร่งระบายน้ำด้านท้ายผ่านอาคารชลประทาน สถานีสูบน้ำ และประตูระบายน้ำคลองลัดโพธิ์อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ออกสู่อ่าวไทยอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดปริมาณน้ำให้เร็วที่สุด” นายวิทยา กล่าว