28 ก.ย.นี้ ลุ้นคำวินิจฉัยและมติของศาลรัฐธรรมนูญใน “คดีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง” ที่จะมีการนัดแถลงด้วยวาจาผ่านการถ่ายทอดสดตั้งแต่ 14.00 น. เป็นต้นไป 


วันที่ 27 กันยายน 2569 เรียกได้ว่าเป็นอีกคดีที่อยู่ในความสนใจของคนการเมืองและประชาชน ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือและลงมติคดีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งในวันจันทร์ที่ กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. และนัดฟังคำวินิจฉัยวันเดียวกันเวลา 14.00 น. 

ภายหลังเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญออกนั่งไต่สวนพยาน 5 ปาก ในคดีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินอ้างว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 เรื่อง ขอให้พิจารณาวินิจฉัย พร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่มีการใช้รหัสแท่ง หรือ บาร์โค้ด (Barcode) และรหัสคิวอาร์โค้ด (QR code) ซึ่งน่าเชื่อได้ว่า สามารถสืบทราบและตรวจสอบตัวตนผู้ลงคะแนน รวมถึงผลคะแนนได้ทำให้การออกเสียงลงคะแนนมิได้เป็นไปโดยลับ เป็นการกระทำที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรค 2 มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 ซึ่งในการไต่สวนวันดังกล่าว นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. มาร่วมสังเกตการณ์ด้วย

สำหรับพยาน 5 ปากเป็นพยานที่ศาลเรียก ประกอบด้วย 

1. นางนิตรีญา รัตนทัศนีย์ นักวิชาการคอมพิวเตอร์ชำนาญการ สำนักงาน กกต. 

2. นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง สำนักงาน กกต. 

3. นายภาคภูมิ ภูอุดม กรรมการบริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี จำกัด (มหาชน) 

4. นางกัญญาณัฐ พิกุลทอง กรรมการบริษัท จันวาณิชย์ ซีเคียวริตี้ พริ้นท์ติ้ง จำกัด

5. นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. 

และอนุญาตให้ทาง กกต. โดย ว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ได้สาธิตกระบวนการจัดเก็บบัตรเลือกตั้ง  

ในวันดังกล่าวการไต่สวนใช้เวลานาน 3 ชั่วโมงกว่า โดยนายอุดม สิทธิวิรัชธรรม ประธานศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งคู่กรณีว่า ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ากรณีมีเหตุจำเป็นที่จะเดินเผชิญสืบพยานหลักฐานนอกที่ทำการศาลตามข้อกำหนดของศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีศาลรัฐธรรมนูญ 2562 โดยศาลมอบให้ นายวิรุฬห์ แสงเทียน นายนพดล เทพพิทักษ์ และหน่วยงานที่รับผิดชอบสำนวน ร่วมตรวจสอบหลักฐาน ณ สถานที่เก็บบัตรเลือกตั้ง ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง บัตรเลือกตั้งที่เหลือ บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และวัสดุอุปกรณ์การเลือกตั้งที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ในกรุงเทพมหานคร ในวันพฤหัสบดี 27 สิงหาคม โดยให้คู่กรณีร่วมตรวจสอบ หากฝ่ายใดไม่เข้าร่วมเดินเผชิญสืบตามวันเวลาที่กำหนด ให้ถือว่าไม่ติดใจ

สำหรับที่มาของคดี ในช่วงการเลือกตั้ง สส.ทั่วประเทศ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 มีกลุ่มนักเคลื่อนไหว นักกฎหมาย ภาคประชาชน รวมถึงนักการเมือง ผู้สมัคร สส.ส่วนหนึ่ง เห็นว่าการใส่บาร์โค้ดหรือคิวอาร์โค้ดที่รหัสบนบัตรนั้น อาจทำให้สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าบัตรเป็นของใครและลงคะแนนให้ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด และยังมองว่าอาจเป็นการละเมิดรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่กำหนดให้ออกเสียงลงคะแนนเป็นการลงคะแนนโดยลับ จนทำให้มีการยื่นคำร้องผ่านช่องทางต่างๆ อาทิ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง เพื่อให้ตรวจสอบว่ากระบวนการจัดทำบัตรเลือกตั้งของ กกต. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ และการเลือกตั้ง สส. 2569 มีโอกาสเป็นโมฆะหรือไม่

ขณะที่ กกต. มีการแถลงชี้แจงในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 โดย ว่าที่ ร.ต.ภาสกร รองเลขาธิการ กกต. ระบุว่า ขอให้คิดถึงวันที่ไปใช้สิทธิ พอไปถึงหน่วยจะต้องตรวจบัญชีรายชื่อ จากนั้นกรรมการประจำหน่วยจะลงบัญชีรายชื่อและลงลายมือชื่อบนต้นขั้วบัตรแต่ละประเภท ก่อนที่คณะกรรมการประจำหน่วยจะฉีกบัตรออก จึงย้อนถามว่าการใช้สิทธิในคูหามีใครเห็นบ้าง ซึ่งเป็นสิทธิส่วนตัวที่เราเข้าคูหาและเราสามารถรู้คนเดียว ว่าลงคะแนนให้ใคร หรือไม่ลงคะแนนให้ใคร เพราะไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ เพราะเป็นคูหา

“เมื่อเราได้สิทธิคนเดียว เข้าไปกาบัตรของเราคนเดียว การเอาไปเปิดเผย ประเด็นนี้ย่อมไม่เกิดขึ้นแน่นอน”

ก่อนเผยต่อไปว่า เมื่อออกจากคูหาผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็เอาบัตรไปหย่อนบัตรด้วยตัวเอง กระบวนการนี้เป็นไปตามขั้นตอน เมื่อปิดการลงคะแนนในเวลา 17.00 น. กระบวนการนับคะแนนเริ่มขึ้น กรรมการนับคะแนนมีหน้าที่หยิบขึ้นมาขาน จึงไม่ทราบว่าเป็นของใคร เพราะต้นขั้วบัตรไปคนละที่แล้ว ดังนั้น กระบวนการจึงเป็นเช่นนี้ไล่ไปเรื่อยๆ จนนับคะแนนเสร็จ จึงบรรจุในถุงพลาสติกใสที่แยกถุงบัตรดี บัตรเสีย บัตรไม่เลือกผู้ใด และมีถุงใบใหญ่ใส่คล้องไว้โดยมีเคเบิลไทร์คล้องไว้อีกชั้นบริเวณหน้าถุง ซึ่งถุงเหล่านี้ไม่มีใครสามารถเปิดได้เมื่อจัดการบรรจุเรียบร้อย โดยบัตรแต่ละประเภทต้องทำเช่นเดียวกัน จากนั้นบรรจุลงไปในหีบบัตรและมีกระบวนการปิดหีบบัตรใช้เทปกาวซีนและคล้องสายรัด ที่เป็นกระบวนการรักษาความปลอดภัยขั้นที่ 1 โดยหีบบัตรแต่ละหน่วยจะนำไปส่งที่ศูนย์ประสานงานการเลือกตั้ง แต่ละเขตเพื่อยุบรวมหีบบัตร จากนั้นจะนำหีบทุกประเภทมายุบรวมกัน โดยไม่มีการเปิดสายรัดออกมาทั้งสิ้น จึงไม่สามารถรู้ได้ว่ามาจากหน่วยไหนอย่างไร แต่ทำเอกสารคุมไว้ที่หน้าหีบ

ขั้นตอนสุดท้ายในหีบบัตรจะมีแค่กระบวนการนับคะแนนของบัตรเลือกตั้งแล้วเท่านั้น ส่วนบัตรบัญชีรายชื่อจะแยกไปอีกทางหนึ่งที่จะต้องส่งต่อมาที่นายทะเบียนอำเภอ นายทะเบียนท้องถิ่นเพื่อประกาศชื่อผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่จะต้องถูกจำกัดสิทธิ จากนั้นเมื่อยุบรวมหีบบัตรเรียบร้อยจะนำไปเก็บรักษาไว้ที่ปลอดภัย เช่น สถานีตำรวจ ที่ว่าการอำเภอ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยมีมาตรการรักษาความปลอดภัย เก็บรักษาไว้ 2 ปีจนกว่าจะพ้นระยะเวลาการร้องเรียน จึงสามารถเบิกนำเอาบัตรนี้มาทำลายได้

“กกต. ไม่สามารถนำไปเปิดดูเองได้ว่าเป็นบัตรของใคร ต่อให้เป็น กกต. เองก็ไม่มีอำนาจ จะเปิดได้กรณีเดียวคือสั่งให้นับคะแนนใหม่ จึงชี้ให้เห็นว่าการเลือกตั้งทุกหน่วย ทุกคนเป็นการลงคะแนนโดยตรงและเป็นไปโดยลับตามรัฐธรรมนูญมาตรา 85 ดังนั้นกระบวนการเหล่านี้ไม่มีใครไปแตะต้องได้”

ส่วนที่มีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ยืนยันว่าต่อให้สแกนออกมาแต่องค์ประกอบที่พิจารณาออกมาร่วมกันต้องมี 3 ส่วนคือ ต้นขั้วบัตร ซึ่งตอนนี้นำไปเก็บที่ไหนก็ไม่ทราบแล้ว เพราะนำไปรวมกันหมดแล้ว, บัญชีรายชื่อที่ไปสำนักทะเบียนแล้ว และมีการทำรายละเอียดว่าใครไม่มาใช้สิทธิแล้ว พร้อมยืนยันว่ากระบวนการลงคะแนนทุกขั้นตอนที่ไปใช้สิทธิเป็นไปโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญชัดเจน

ทางด้าน นายวรพงศ์ อนันต์เจริญกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการเลือกตั้ง ชี้แจงเสริมว่า กรณีมีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง มีที่มาจากข้อกฎหมายที่ถูกกำหนดไว้ในระเบียบ กกต.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 29 ซึ่งให้อำนาจ กกต. ในการกำหนดให้มีรหัสบนเครื่องหมายหรือข้อความอื่นใด เพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษในบัตรเลือกตั้ง โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้าเพื่อป้องกันการปลอมแปลง ซึ่งเป็นที่มาของการกำหนดรหัส 

ในส่วนของบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดที่ระบุไว้ป้องกันการปลอมแปลง เพราะถือเป็นส่วนหนึ่งในหลายมาตรการป้องกันการปลอมแปลง ที่เรามีมาตรการป้องกันการปลอมแปลงหลายเรื่องที่เป็นความลับ โดยบาร์โค้ดก็เป็นส่วนหนึ่ง นอกจากเป็นมาตรการป้องกันการปลอมแปลงแล้วยังเป็นเครื่องมือในการควบคุมและบริหารจัดการโดยเฉพาะเรื่องบัตรเลือกตั้งต่างๆ ให้มีประสิทธิภาพ ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม เช่น ในกระบวนการจัดพิมพ์บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดต่างๆ เพื่อแทร็กกิ้ง (tracking) จำนวนที่จัดพิมพ์เพื่อตรวจสอบย้อนหลังได้ว่ามีการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งเกินกว่าที่กำหนดหรือไม่

ขั้นตอนต่อมาคือ การเข้าเล่มและแทร็กกิ้งก็มีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดเหล่านี้มาใช้ในการตรวจสอบก่อนเข้าเล่ม โดยบัตรเลือกตั้ง 1 เล่มมี 20 ฉบับ จึงใช้วิธีแทร็กกิ้งคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด เพื่อให้รู้ว่าจำนวน 20 ใบ มีเลขอะไรครบถ้วนหรือไม่ เมื่อนำไปใช้ในบัตรเลือกตั้งจะไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องบัตรเขย่ง เมื่อนำไปแจกจ่ายหากมีประเด็นว่ามีบัตรเลือกตั้งหรือลักลอบออกไปสู่ภายนอกก็สามารถตรวจสอบได้ว่าบัตรที่เล็ดลอดออกไปถูกจัดสรรและอยู่ในความรับผิดชอบของใคร ผู้ใดเป็นผู้ต้องสงสัย

ในเรื่องของการตรวจสอบการทุจริตก็สามารถนำมาตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน เช่น การนำบัตรปลอมมาใช้ การใช้บัตรข้ามเขตข้ามหน่วยก็ตรวจสอบได้เช่นเดียวกัน ยกตัวอย่างบัตรที่มีการพบต้นขั้วและเผยแพร่ในโซเชียล ยอมรับว่าบาร์โค้ดนี้สามารถระบุได้ถึงเลขที่บัตรเลือกตั้งโดยจากข้อมูลดังกล่าวก็สามารถติดตามและตรวจสอบได้ว่าใครเป็นผู้เผยแพร่พร้อมบัตรเลือกตั้ง ซึ่งเป็นบัตรที่อยู่ในเล่มและยังไม่ถูกฉีกก็จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป และไม่ได้ใช้ตรวจสอบแค่กรณีที่เป็นข่าวเท่านั้น แต่ใช้ตรวจสอบควบคุมการเลือกตั้งเพื่อให้สุจริตและเที่ยงธรรมด้วย

“ยืนยันว่าแต่ละขั้นตอนและกระบวนการไม่มีโอกาสที่คนอื่นจะรู้ว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนให้ผู้สมัครและพรรคการเมืองใด ถึงแม้จะมีภาพปรากฏว่ามีการถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง มี QR Code และเปิดเผยเลขก็ไม่ได้พิสูจน์ว่าบัตรเลือกตั้งใบนี้ ผู้ใดเป็นคนลงคะแนน”

สำหรับเรื่องการจัดเก็บรักษาหีบบัตรและต้นขั้วบัตรต่างๆ ยืนยันว่ามีกระบวนการจัดเก็บอย่างรัดกุมมีการแยกเก็บและรักษาความปลอดภัยอย่างเต็มที่ ตนเชื่อมั่นบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนนไปแล้วเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ไม่สามารถทราบได้ว่าผู้ใดเป็นผู้ลงคะแนนให้กับผู้สมัครและพรรคการเมืองใด

ว่าที่ ร.ต.ภาสกร ยังเผยด้วยว่า กระบวนการขั้นตอนไม่สามารถล่วงรู้ได้ว่าลงคะแนนให้ใครจนถึงกระบวนการเก็บรักษาที่ต้องเก็บรักษาไว้ 2 ปี แม้แต่ กกต. เองก็ยังไม่สามารถเปิดได้ กกต. จะสามารถเปิดได้ในกรณีเดียวคือการสั่งให้นับคะแนนใหม่ ยืนยันการเลือกตั้งทั้งวันที่ 1 (เลือกตั้งล่วงหน้า) และ 8 กุมภาพันธ์ เป็นไปโดยตรงและลับตามมาตรา 85 ของรัฐธรรมนูญไทย

อย่างไรก็ตาม คงต้องรอติดตามว่าในเวลา 14.00 น. ของวันที่ 28 กันยายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการถ่ายทอดสดในวันดังกล่าวด้วย