“เอกนิติ” พา “วราวุธ-ภราดร” ลงพื้นที่อยุธยา สั่งบริหารน้ำเชิงรุก เสริมแนวป้องกันพื้นที่สำคัญ ส่วน “อ.เชน” ไปตรวจสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิต กำชับ อว. ปรับรูปแบบการเรียน- “รมว.นิกร” ให้พม. เร่งดูแลกลุ่มเปราะบาง พร้อมเตรียมศูนย์พักพิง-แผนอพยพ 


วันที่ 26 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเร่งบริหารจัดการสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์น้ำ การเสริมแนวป้องกันพื้นที่สำคัญ และความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชน โดยย้ำแนวทาง “ป้องกันไว้ก่อน” และบริหารน้ำอย่างเป็นระบบเพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายน้ำ


คณะได้ติดตามการป้องกันน้ำท่วมบริเวณวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งกรมศิลปากรติดตั้งแนวบังเกอร์ป้องกันน้ำท่วมสำเร็จรูป สูง 1.90 เมตร ระยะทางประมาณ 165 เมตร จำนวน 138 แผ่น พร้อมผ้าใบ กระสอบทราย และระบบสูบน้ำอัตโนมัติ ก่อนตรวจความพร้อมบริเวณวัดกษัตราธิราชวรวิหาร ซึ่งอยู่ระหว่างติดตั้งแนวบังเกอร์แบบน็อกดาวน์ ระยะทางประมาณ 120 เมตร สูง 1.90 เมตร พร้อมเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่พื้นที่สำคัญ


นางสาวลลิดา กล่าวว่า นายเอกนิติได้กำชับให้ทุกหน่วยติดตามมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบน การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และปริมาณฝนอย่างใกล้ชิด พร้อมเร่งบริหารและผันน้ำออกด้านข้าง รวมถึงใช้พื้นที่ทุ่งรับน้ำตามความเหมาะสม เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง โดยในช่วงการลงพื้นที่มีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที จึงต้องเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ไม่ให้มวลน้ำไหลสมทบจนเพิ่มผลกระทบต่อประชาชน


ด้านนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลนำแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบ “ก้างปลา” มาใช้ โดยกระจายน้ำออกทั้งด้านซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำในลำน้ำสายหลักและพื้นที่ท้ายเขื่อน พร้อมให้จังหวัด อำเภอ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจพื้นที่เสี่ยง เตรียมเครื่องสูบน้ำ อุปกรณ์ขนย้าย เต็นท์ และพื้นที่รองรับการอพยพให้พร้อม รวมถึงติดตามปริมาณฝน ระดับน้ำ และน้ำทะเลหนุนอย่างต่อเนื่อง


ขณะเดียวกัน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ติดตามความพร้อมของพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยสวนอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมได้เตรียมเขื่อนและคันดินป้องกันน้ำรองรับสถานการณ์ พร้อมติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด เพื่อลดผลกระทบต่อภาคการผลิต ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานและชุมชนโดยรอบ


นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า กระทรวงมหาดไทยและ ปภ. ได้กำชับให้จังหวัดและหน่วยงานในพื้นที่ทำงานเชิงรุก ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงและจุดอ่อนของแนวป้องกันน้ำถึงระดับชุมชน พร้อมเตรียมแผนอพยพและพื้นที่ปลอดภัยล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ชุมชนริมแม่น้ำ และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เรือ รถขนย้าย และเครื่องจักรกลสาธารณภัยในพื้นที่เสี่ยง และเฝ้าระวังสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง


สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว 5 อำเภอ 64 ตำบล 301 หมู่บ้าน และ 14 ชุมชน พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันทั้งพื้นที่ชุมชน พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่การเกษตร โบราณสถาน และพื้นที่อุตสาหกรรม รวมถึงเตรียมการช่วยเหลือและอพยพประชาชน โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นพิเศษ


“รัฐบาลกำชับทุกหน่วยให้ทำงานเชิงรุก ไม่รอให้สถานการณ์กระทบประชาชนก่อนจึงเข้าแก้ไข ทั้งการบริหารน้ำ การเสริมแนวป้องกัน การเตรียมเครื่องจักรและพื้นที่อพยพ ตลอดจนการแจ้งเตือนล่วงหน้า โดยเป้าหมายสำคัญคือรักษาความปลอดภัยของประชาชนและลดผลกระทบต่อชุมชน พื้นที่เศรษฐกิจ และพื้นที่สำคัญให้ได้มากที่สุด” นางสาวลลิดา กล่าว



“อ.เชน” ตรวจสถานีสูบน้ำปากคลองรังสิต สั่ง อว. ปรับรูปแบบการเรียน


ต่อมาเวลา 13.30 น. ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ลงพื้นที่สถานีสูบน้ำปากคลองรังสิต ติดตามการทำงานของกรมชลประทานเพื่อบูรณาการการทำงานกับ กทม. เพื่อเร่งแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน พร้อมได้มีข้อสั่งการด่วนไปยังกระทรวงและหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลทั้งหมด โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการชลประทาน ให้เร่งขับเคลื่อนมาตรการช่วยเหลือฉุกเฉินแก่ประชาชนอย่างเป็นระบบในทุกมิติ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันและส่งมอบความช่วยเหลือให้ถึงมือพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพสูงสุด


นอกจากนี้ ศ.ดร.ยศชนัน ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องน้ำท่วมน้ำแล้วภาคเหนือ ที่ได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ได้สั่งการ ให้หน่วยงานในภาคเหนือให้เตรียมความพร้อมรับมือกับฝนที่มีแนวโน้มที่จะเพิ่มในระยะเวลา 1-2 วันนี้


พร้อมได้สั่งการให้หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษาทั่วประเทศดำเนินการเร่งด่วน ปรับรูปแบบการเรียน - ให้สถานศึกษาในพื้นที่ประสบภัยหรือพื้นที่เสี่ยง งดกิจกรรมและการจัดการเรียนการสอนในพื้นที่ (On-site) โดยให้พิจารณาใช้การเรียนออนไลน์ทดแทนเพื่อความปลอดภัย


ตั้งศูนย์ช่วยเหลือ - ให้หน่วยงานและสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่ (อว.ส่วนหน้า) ประสานงานกับส่วนกลาง เพื่อจัดเตรียมศูนย์พักพิง จุดพักรถ และหน่วยบริการสุขภาพสำหรับผู้ประสบภัย


แผนฟื้นฟูหลังน้ำลด - เตรียมความพร้อมกำลังพลในการลงพื้นที่ช่วยเหลือซ่อมแซมที่พักอาศัย ยานพาหนะ และดูแลสุขภาพของประชาชนเมื่อสถานการณ์คลี่คลาย


“นิกร” กำชับ พม. รับมืออุทกภัย เร่งดูแลกลุ่มเปราะบาง พร้อมเตรียมศูนย์พักพิง-แผนอพยพ 


ด้านนายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ ทำให้เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ตนมีความห่วงใยประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ทั้งเด็ก ผู้สูงอายุ คนพิการ ที่ต้องได้รับความช่วยเหลือดูแลเป็นพิเศษ จึงเร่งให้ดำเนินการ กำชับให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เฝ้าระวังสถานการณ์และให้การดูแลผู้รับบริการอย่างใกล้ชิด รวมทั้งขอให้เตรียมการอพยพเคลื่อนย้ายผู้รับบริการไปยังสถานที่ปลอดภัย หรือศูนย์พักพิงที่รัฐ หรือท้องถิ่นจัดให้  รวมถึงเตรียมความพร้อมของหน่วยงานของกระทรวง พม. ให้เป็นศูนย์พักพิงเพื่อรองรับการอพยพของประชาชนกลุ่มเปราะบางหรือประชาชนที่ประสบปัญหาอุทกภัย  และติดตามการให้ความช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางทุกวัน


“อย่างไรก็ตาม หากประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากสถานการณ์น้ำท่วม สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือได้ที่ ศูนย์เร่งรัดจัดการสวัสดิภาพประชาชน (ศรส.) กระทรวง พม. ผ่านสายด่วน พม. โทร. 1300 บริการฟรีตลอด 24 ชั่วโมง ซึ่งกระทรวง พม. พร้อมบูรณาการช่วยเหลือร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนให้ผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน“ นายนิกร กล่าวย้ำ




“ศุภมาส” กำชับกรมประชาสัมพันธ์ยกระดับเฝ้าระวัง–แจ้งเตือน ประชาชน


ขณะที่นางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ฝนตกหนักและน้ำท่วมในหลายพื้นที่ ตนได้กำชับให้หน่วยงานในกำกับดูแล โดยเฉพาะกรมประชาสัมพันธ์และสำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัด ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เร่งสื่อสารข้อมูลการเฝ้าระวัง การแจ้งเตือน และช่องทางช่วยเหลือประชาชนให้ถูกต้อง รวดเร็ว และเข้าถึงทุกกลุ่ม พร้อมเตรียมลงพื้นที่จังหวัดในเขตกำกับโดยเร็วที่สุด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างประสานผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินสถานการณ์ล่าสุดและกำหนดจุดลงพื้นที่ที่จำเป็นต้องเร่งช่วยเหลือประชาชน


ในส่วนของกรมประชาสัมพันธ์ ได้มอบหมายให้ยกระดับการสื่อสารภาวะวิกฤตเชิงรุก โดยประสานข้อมูลกับกรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมชลประทาน จังหวัด กรุงเทพมหานคร และหน่วยงานในพื้นที่ ให้ครอบคลุมการดูแลประชาชนก่อนเกิดภัย ระหว่างเกิดภัย และหลังสถานการณ์คลี่คลาย