กรมชลประทาน ติดตามฝนใกล้ชิด บริหารน้ำเจ้าพระยาสอดคล้องสถานการณ์ ปัจจุบันยังควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ไม่เกิน 2,000 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อลดผลกระทบพื้นที่ท้ายเขื่อน


วันที่ 25 กันยายน 2569 นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ตามข้อสั่งการของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่มอบหมายให้กรมชลประทานติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสถานการณ์ฝนและปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบน พร้อมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อรองรับปริมาณน้ำหลากและลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร กรมชลประทานจึงได้ติดตามสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างต่อเนื่อง พร้อมบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ 


จากการติดตามสภาพอากาศ พบว่า หย่อมความกดอากาศต่ำกำลังแรงบริเวณภาคตะวันออกจะเคลื่อนเข้าปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ขณะที่มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ภาคใต้ และอ่าวไทย จะมีกำลังแรงขึ้น ส่งผลให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลาง กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักหลายพื้นที่ และมีฝนตกหนักมากบางแห่ง


สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา ปัจจุบัน (25 กันยายน 2569) เวลา 06.00 น. สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,795 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที (ลบ.ม/วินาที) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประกอบกับมีปริมาณน้ำจากแม่น้ำสะแกกรังประมาณ 99 ลบ.ม/วินาที รวมถึงปริมาณน้ำจากลำน้ำสาขาต่าง ๆ ส่งผลให้มีปริมาณน้ำบริเวณเหนือเขื่อนเจ้าพระยาประมาณ 2,261 ลบ.ม/วินาที โดยกรมชลประทานบริหารจัดการระบายน้ำเข้าสู่ระบบชลประทานฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตกรวมประมาณ 511 ลบ.ม/วินาที และระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา 1,750 ลบ.ม/วินาที


ทั้งนี้ กรมชลประทานยังคงบริหารการระบายน้ำโดยพิจารณาจากปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่พื้นที่ สถานการณ์ฝน และศักยภาพของระบบชลประทานเป็นสำคัญ โดยปัจจุบันยังควบคุมการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยา ไม่เกิน 2,000 ลบ.ม/วินาที ตามกรอบที่ได้ขออนุญาตคณะอนุกรรมการอำนวยการด้านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำไว้ เพื่อให้การระบายน้ำสอดคล้องกับสถานการณ์ และลดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนและพื้นที่ลุ่มต่ำให้มากที่สุด


ด้านการบริหารจัดการน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันตก ปัจจุบันระบายน้ำเข้าแม่น้ำท่าจีนผ่านประตูระบายน้ำพลเทพประมาณ 60 ลบ.ม/วินาที เนื่องจากพื้นที่ลุ่มน้ำท่าจีนมีฝนตกและระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น จึงอาจยังไม่สามารถรับน้ำเพิ่มได้ในช่วงเวลานี้ ส่วนแม่น้ำน้อยระบายน้ำผ่านประตูระบายน้ำบรมธาตุประมาณ 120 ลบ.ม/วินาที เพื่อช่วยลำเลียงน้ำเข้าสู่ระบบชลประทาน และทยอยรับน้ำเข้าสู่พื้นที่ที่สามารถรองรับน้ำได้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ ได้แก่ ทุ่งผักไห่ ทุ่งป่าโมก และทุ่งเจ้าเจ็ด รวมรับน้ำแล้วประมาณ 9.5 ล้าน ลบ.ม


ส่วนการบริหารจัดการน้ำเข้าระบบชลประทานฝั่งตะวันออก ปัจจุบันระบายน้ำเข้าคลองชัยนาท - ป่าสัก ผ่านประตูระบายน้ำมโนรมย์ประมาณ 186 ลบ.ม/วินาที และผ่านประตูระบายน้ำเริงรางประมาณ 180 ลบ.ม/วินาที ส่งลงสู่แม่น้ำป่าสัก รวมทั้งรับน้ำเข้าคลองชัยนาท - อยุธยา ผ่านประตูระบายน้ำมหาราชประมาณ 55 ลบ.ม/วินาที และรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์ในอัตรา 144 ลบ.ม/วินาที พร้อมทยอยรับน้ำเข้าสู่พื้นที่ลุ่มต่ำบางส่วน ได้แก่ ทุ่งเชียงราก และทุ่งท่าวุ้ง รวมประมาณ 2.1 ล้าน ลบ.ม


นายวิทยา กล่าวต่อว่า จากการคาดการณ์ปริมาณน้ำที่สถานีวัดน้ำ C.2 อำเภอเมือง จังหวัดนครสวรรค์ คาดว่าจะอยู่ในเกณฑ์ประมาณ 1,800–2,200 ลบ.ม/วินาที และคาดว่าปริมาณน้ำจะสูงสุดประมาณวันที่ 2 ตุลาคม 2569 ที่ประมาณ 2,000 ลบ.ม/วินาที ก่อนมีแนวโน้มทยอยลดลงตามลำดับ ดังนั้น กรมชลประทานจึงได้เตรียมความพร้อมและวางแผนบริหารจัดการน้ำล่วงหน้า เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น


“กรมชลประทานได้กำชับให้ทุกหน่วยงานในพื้นที่ติดตามสถานการณ์ฝน ปริมาณน้ำเหนือเขื่อน และปริมาณน้ำที่จะไหลเข้าสู่พื้นที่อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ โดยคำนึงถึงทั้งการระบายน้ำเพื่อรองรับปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้น การลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร รวมถึงการบริหารน้ำต้นทุนให้มีความเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์” นายวิทยา กล่าว


ทั้งนี้ กรมชลประทานจะติดตามและประเมินสถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะปริมาณฝน ปริมาณน้ำเหนือเขื่อน ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยา รวมถึงสถานการณ์น้ำทะเลหนุนในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่าง ซึ่งอาจมีผลต่อระดับน้ำและประสิทธิภาพการระบายน้ำ พร้อมบริหารจัดการและควบคุมปริมาณการระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้เกิดผลกระทบต่อพื้นที่ด้านท้ายเขื่อนและพื้นที่ลุ่มต่ำให้น้อยที่สุด