รัฐบาลเดินหน้ายกระดับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ (CDC) สู่ฮับภูมิภาค เตรียมอัดงบ 500 ล้าน เสริมคลังสินค้า-รถห้องเย็น พร้อมจับมือภาคขนส่ง ช่วยเกษตรกรกระจายสินค้า ตั้งเป้าสิ้นปีแตะ 5,000 ล้าน


วันที่ 25 กันยายน 2569 ร้อยเอกหญิง ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้ายกระดับศูนย์กระจายสินค้าสหกรณ์ หรือ CDC ให้เป็น “ฮับ” ประจำภูมิภาค ภูมิภาคละ 1–2 แห่ง โดยจะขับเคลื่อนอย่างจริงจังในปีงบประมาณ 2570 เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมและกระจายสินค้าสหกรณ์ เชื่อมผลผลิตจากพื้นที่ต่าง ๆ สู่ตลาดและผู้บริโภคได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะผลไม้ตามฤดูกาล พร้อมลดความเสียหายระหว่างการขนส่ง


สำหรับปีงบประมาณ 2570 กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมวงเงินกองทุนพัฒนาสหกรณ์กว่า 500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 1–3% สำหรับสหกรณ์ที่มีศักยภาพ นำไปพัฒนาและขยาย CDC ทั้งอาคาร คลังรวบรวมและคัดคุณภาพสินค้า รวมถึงจัดหารถบรรทุก รถห้องเย็น และรถโฟล์คลิฟท์ เพื่อรักษาคุณภาพสินค้าและลดความเสียหายตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ต้นทางถึงตลาด


พร้อมกันนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมลงนาม MOU กับสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เพื่อขอความร่วมมือขนส่งสินค้าสหกรณ์ในอัตราพิเศษ ช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการกระจายสินค้าและรองรับช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันในปริมาณมาก ขณะที่เตรียมหารือกับกระทรวงพาณิชย์ คัดเลือกสินค้าสหกรณ์เกรดพรีเมียมที่ตรงกับความต้องการของตลาด ขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ


อีกด้านหนึ่ง กรมส่งเสริมสหกรณ์เตรียมจัดเวทีเชื่อมโยงเครือข่ายสหกรณ์อย่างน้อยไตรมาสละ 1 ครั้ง เพื่อให้สหกรณ์ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสินค้า ความต้องการของตลาด และจับคู่ซื้อขายหรือทำธุรกิจร่วมกัน เพิ่มโอกาสทางการตลาดและขยายเครือข่ายผู้ซื้อให้กว้างขึ้น


รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ปัจจุบันมีศูนย์ CDC แล้ว 125 แห่ง กระจายในจังหวัดต่าง ๆ และมูลค่าซื้อขายสะสม ณ เดือนกันยายน 2569 กว่า 3,130 ล้านบาท โดยสินค้าที่มีมูลค่าซื้อขายสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ ข้าวสาร ผลไม้ และสินค้าแปรรูป


ทั้งนี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์ตั้งเป้าดันมูลค่าซื้อขายผ่าน CDC แตะ 5,000 ล้านบาทภายในเดือนธันวาคม 2569 และเพิ่มเป็น 8,000–10,000 ล้านบาทในปีถัดไป เดินหน้าพัฒนา CDC ให้เป็นกลไกเชื่อมเกษตรกร สหกรณ์ ผู้ซื้อ และผู้บริโภคเข้าด้วยกัน ช่วยให้สินค้าเกษตรกระจายได้เร็วขึ้น มีตลาดรองรับมากขึ้น และเพิ่มอำนาจต่อรองให้เกษตรกร