“ยุทธพร” ชี้ความชอบธรรมไม่ได้วัดเพียงความถูกต้องตามกฎหมาย แต่ต้องยืนอยู่บนความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเที่ยงธรรม จับตาผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งปี 2569 ต่ำสุดในรอบ 20 ปี 


วันที่ 25 กันยายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการ คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร จัดโครงการสัมมนาหัวข้อ “ถอดบทเรียน (อีกครั้ง) กับกฎหมายการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร” โดยดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช กล่าวถึงความสำคัญของการถอดบทเรียนการเลือกตั้งว่า การเลือกตั้งจะมีความหมายได้ ต้องเป็นเครื่องมือสะท้อนและส่งผ่านเจตจำนงทางการเมืองของประชาชนเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร เพราะการเลือกตั้งถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการเมืองในระบบตัวแทน ทำให้เสียง ความต้องการ และความปรารถนาทางการเมืองและสังคมของประชาชนถูกส่งผ่านตัวแทนเข้าไปในระบบการเมืองได้มากที่สุด


ขณะเดียวกัน การเลือกตั้งต้องเปลี่ยนการต่อสู้แย่งชิงอำนาจด้วยความรุนแรง ไปสู่กระบวนการที่ไม่ใช้ความรุนแรง ตามคำเปรียบเทียบว่าเป็นการเปลี่ยนจาก “Bullet” หรือหัวกระสุน มาเป็น “Ballot” หรือบัตรเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งคือเครื่องมือในการที่จะทำให้กระบวนการในการเข้าสู่อำนาจนั้นเป็นไปโดยความชอบธรรมทางการเมืองและสันติวิธี


ดร.ยุทธพร ย้ำว่า ความชอบธรรมทางการเมืองไม่สามารถวัดได้จากความถูกหรือผิดตามกฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจากการยอมรับของประชาชน ซึ่งมีฐานสำคัญมาจากความเชื่อมั่น โดยกระบวนการสร้างความเชื่อมั่นประกอบด้วยหลักสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความโปร่งใส ความรับผิดชอบและตรวจสอบได้ รวมถึงความเที่ยงธรรม


เมื่อนำหลักทั้ง 3 ประการมาพิจารณาการเลือกตั้งปี 2569 ยังพบคำถามในหลายส่วน ทั้งความโปร่งใส กระบวนการตรวจสอบ และความเที่ยงธรรมว่าการเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้หรือไม่ รวมถึงการจับตาคำวินิจฉัยในวันจันทร์ที่จะถึงนี้ว่า กระบวนการลงคะแนนเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปโดยลับหรือไม่


 ดร.ยุทธพร ยังนำเสนอข้อมูลสัดส่วนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งย้อนหลัง โดยในปี 2531 มีผู้ใช้สิทธิร้อยละ 63.56 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 69.94 ในปี 2544 ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2540 และสูงกว่าเส้นแนวโน้มอย่างมีนัยสำคัญ


ปัจจัยที่ทำให้ประชาชนสนใจการเลือกตั้งมากขึ้นในช่วงดังกล่าว ประกอบด้วยผลจากรัฐธรรมนูญปี 2540 วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งที่ทำให้สังคมตั้งคำถามถึงธรรมาภิบาลทางการเมือง เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ซึ่งผลักดันการมีส่วนร่วมของประชาชน และการที่พรรคการเมืองเปลี่ยนมาแข่งขันด้วยการนำเสนอนโยบายอย่างเป็นระบบ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าการเลือกตั้งสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้


แนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อมาในการเลือกตั้งปี 2548 ปี 2550 และปี 2554 ก่อนลดลงในการเลือกตั้งปี 2562 ซึ่งเกิดขึ้นภายหลังการรัฐประหารปี 2557 และอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญปี 2560 ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งมองว่ากติกาการเลือกตั้งไม่ได้เกิดจากการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างแท้จริง

ขณะที่การเลือกตั้งปี 2566 มีผู้ใช้สิทธิสูงที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งไทย มากกว่าร้อยละ 75 เนื่องจากบรรยากาศทางการเมือง การคลายตัวของอำนาจรัฐประหาร และการแข่งขันของพรรคการเมืองที่ไม่ได้เสนอเพียงนโยบาย แต่ยังนำเสนออุดมการณ์และจุดยืนทางการเมืองอย่างชัดเจน


อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 กลับมีผู้ใช้สิทธิเพียงกว่า 71% ถือเป็นระดับต่ำที่สุดในรอบ 20 ปี และต่ำกว่าการเลือกตั้งปี 2548 สะท้อนให้เห็นว่าความสนใจของประชาชนต่อการเลือกตั้งลดลงอย่างชัดเจน


 ดร.ยุทธพร เห็นว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวไม่ใช่เพียงผลจากความเบื่อหน่ายทางการเมือง สภาพอากาศ หรือปัญหาการเดินทาง ซึ่งเป็นเพียงปัจจัยเฉพาะหน้า แต่ในภาพใหญ่คือสัญญาณของ “ความถดถอยทางประชาธิปไตย” หรือ Democratic Backsliding ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ประชาชนขาดความเชื่อมั่นต่อสถาบันและกระบวนการทางการเมือง โดยเฉพาะการเลือกตั้ง


แม้ประชาธิปไตยจะไม่ได้หมายถึงเพียงการเลือกตั้ง แต่การเลือกตั้งถือเป็นประตูบานแรกและเป็นหลักประกันสิทธิขั้นพื้นฐานขั้นต่ำที่สุดของประชาชน หากปราศจากสิทธิเลือกตั้ง สิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิมนุษยชนด้านอื่นก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง


ทั้งนี้ กระบวนการเลือกตั้งมีวงจร 3 ระยะ

เริ่มจากระยะก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งครอบคลุมกฎหมายและกติกา การวางแผนจัดการเลือกตั้ง การทำหน้าที่ของ กกต. การแบ่งเขตเลือกตั้ง ทะเบียนผู้มีสิทธิ การรับสมัครพรรคการเมืองและผู้สมัคร การเปิดพื้นที่สื่อสารสาธารณะ และการกำกับทุนหาเสียงเพื่อสร้างความเสมอภาค


ระยะที่สอง คือวันลงคะแนน ครอบคลุมการลงคะแนนโดยลับและกระบวนการนับคะแนน ซึ่งต้องตอบให้ได้ว่าดำเนินการอย่างถูกต้องหรือมีข้อผิดพลาดคลาดเคลื่อน และสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้หรือไม่


ระยะสุดท้ายคือหลังการเลือกตั้ง ประกอบด้วยการประกาศและรายงานผล รวมถึงการจัดการข้อพิพาททั้งก่อนและหลังรับรองผล


พร้อมย้ำด้วยว่า ทุกขั้นตอนในวงจรเลือกตั้งเป็นตัวชี้วัดว่า การเลือกตั้งแต่ละครั้งจะได้รับการยอมรับจากสังคมและประชาชนหรือไม่ และมีความชอบธรรมทางการเมืองอย่างแท้จริงเพียงใด