วิกฤตการณ์ยาสูบ บุหรี่เถื่อน -บุหรี่ไฟฟ้าแพร่ระบาดรวดเร็ว เน้นขายราคาถูกผ่านช่องทางออนไลน์ ทำนักสูบหน้าใหม่พุ่งสูง กระทบต่อการจัดเก็บภาษีของรัฐ
วันที่ 24 กันยายน 2569 นายแพทย์ชยนันท์ สิทธิบุศย์ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ (ด้านเวชกรรมป้องกัน) และรักษาการผู้อำนวยการกองงานคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ กรมควบคุมโรค ระบุว่า ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติชี้ให้เห็นความน่ากังวลว่า ปี 2564 พบผู้สูบบุหรี่ไฟฟ้าอายุ 15 ปีขึ้นไป ประมาณ 78,742 คน ปี 2567 ตัวเลขพุ่งสูงขึ้นเป็น 995,447 คน (เกือบ 1 ล้านคน) สาเหตุหลักมาจากช่องทางการขายออนไลน์ที่กระจายทั่วประเทศ ประกอบกับราคาที่ถูกลง โดยพบว่าราคาต่ำสุดเพียง 90 กว่าบาทต่อแท่ง ทำให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
นอกจากบุหรี่ไฟฟ้าแล้ว “บุหรี่เถื่อน” ยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้การควบคุมยาสูบซับซ้อนขึ้น เนื่องจากการขึ้นภาษีเพื่อลดความต้องการซื้อ (Demand) กลับเปิดช่องให้บุหรี่เถื่อนราคาถูกเข้ามาแทรกแซง จนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างเศรษฐกิจ โดยรายได้ภาษียาสูบหดตัวปัจจุบันรัฐจัดเก็บภาษีบุหรี่ได้เพียงประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี มูลค่าความสูญเสียทางเศรษฐศาสตร์สูงถึง 352,589 ล้านบาทต่อปี (สูงกว่ารายได้ภาษีที่เก็บได้ถึง 6.8 เท่า) ค่าใช้จ่ายทางตรง (ค่ารักษาพยาบาล/ค่าเดินทาง): ประมาณ 59,019 ล้านบาทต่อปี ส่วนผลกระทบทางอ้อม (การสูญเสียเวลา/ขาดงาน/เสียชีวิตก่อนวัยอันควร): ประมาณ 293,569 ล้านบาทต่อปี
นพ.ชยนันท์ เตือนด้วยว่า บุหรี่เถื่อนมีความอันตรายร้ายแรงกว่าปกติเพราะไร้มาตรฐาน ไม่ทราบแหล่งที่มา และอาจมีสารพิษปนเปื้อนเพิ่มเติม และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวอย่างเป็นระบบ รัฐบาลโดยคณะกรรมการควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบแห่งชาติ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธาน ได้เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ผ่าน 3 แนวทางหลัก สร้างความตระหนักรู้ให้ประชาชนและเยาวชนรู้เท่าทันอันตรายของยาสูบทุกชนิดและกลยุทธ์ทางการค้า ปราบปรามเข้มงวดสกัดกั้นบุหรี่ผิดกฎหมาย ร่วมมือกับภาคการขนส่งและแพลตฟอร์มออนไลน์ ปรับปรุงกฎหมายแก้ไขกฎหมายให้ทันสมัยและบังคับใช้ได้จริง
นอกจากนี้ยังมีการหารือกับกระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตเพื่อปรับโครงสร้างภาษีบุหรี่จากระบบ 2 ระดับ (2 Tier) ไปสู่ ระบบอัตราเดียว (Single Tier) เพื่อสร้างจุดที่เหมาะสม (Optimum point) ในการลดการบริโภคและเพิ่มรายได้ภาษี ส่วนมาตรการ “บุหรี่ปีเกิด” (ห้ามผู้ที่เกิดตั้งแต่ปีที่กำหนดซื้อบุหรี่ตลอดชีวิต) ขณะนี้นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้อย่างรอบด้าน โดยต้องคำนึงถึงความพร้อมในการปราบปรามบุหรี่เถื่อน และมาตรการเยียวยากลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ เช่น ชาวไร่ยาสูบ
กรมควบคุมโรคเน้นย้ำว่า การแก้ปัญหาต้องทำควบคู่กันทั้งการปราบปรามและการบำบัด โดยปัจจุบันมี ยาไซทิซีน (Cytisine) ขององค์การเภสัชกรรม (GPO) ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติเพื่อช่วยเลิกบุหรี่ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องการรับรู้ของประชาชน
“วันนี้บุหรี่หาซื้อได้ง่ายแม้ในร้านสะดวกซื้อ แต่ผลิตภัณฑ์ช่วยเลิกบุหรี่กลับเข้าถึงยากกว่า หากต้องการลดจำนวนนักสูบอย่างจริงจัง ต้องควบคุมการเข้าถึงบุหรี่ ควบคู่กับการทำให้ยาและเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่เข้าถึงได้ง่ายในราคาที่เหมาะสม” นพ.ชยนันท์ กล่าวทิ้งท้าย
ขณะที่นายทรงศักดิ์ ทองศรี รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุน สสส. เห็นชอบแผนดำเนินงานปี 2570 มุ่งขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพระดับจังหวัดร่วมกับ “ผู้ว่าฯ-องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” โดยใช้ข้อมูลสุขภาพจัดทำพื้นที่ต้นแบบ (Sandbox) แก้ไขโรคไม่ติดต่อ (NCDs) และปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ ด้าน นพ.พงศ์เทพ วงศ์วัชรไพบูลย์ ผู้จัดการกองทุน สสส. เผยเป้าหมายสำคัญใน 1 ปี ชู 6 ด้านหลัก อาทิ การสร้างชุมชนต้นแบบต้าน NCDs กว่า 2,000 แห่ง พร้อมเร่งสร้างความรอบรู้และลดพฤติกรรมเสี่ยงด้านยาสูบในเด็กและเยาวชน มุ่งสร้างโรงเรียนปลอดบุหรี่ไฟฟ้า และขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาวะที่ยั่งยืนทั่วประเทศ