กมธ.ที่ดินฯ จี้รัฐเร่งคุมเข้มกลุ่มทุนแห่ตั้ง Data Center หวั่นแย่งน้ำแย่งไฟชาวบ้าน ลั่นน้ำไฟฟ้าในบ้านต้องมาก่อน
วันที่ 23 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมี นางสาวกุลวลี นพอมรบดี เป็นประธาน ได้เรียกหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเข้าชี้แจงด่วน หลังประชาชนในหลายพื้นที่แสดงความกังวลอย่างหนักต่อกรณีการเข้ามาลงทุนตั้งศูนย์ข้อมูลคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ (Data Center) ในประเทศไทย ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงด้านน้ำและไฟฟ้า จนทำให้ชาวบ้านต้องแบกรับภาระค่าน้ำค่าไฟที่แพงขึ้น
สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า มีโครงการยื่นขอใช้ไฟฟ้ารวม 113 โครงการทั่วประเทศ (ความต้องการรวม 31,751 เมกะวัตต์) เมื่อคัดคำขอซ้ำซ้อนออก เหลือความต้องการจริงราว 20,220 เมกะวัตต์ โดยร้อยละ 87 หรือ 47 โครงการกระจุกตัวอยู่ในภาคตะวันออก หากจะรับทุกโครงการจะต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่มถึง 6,000–10,000 เมกะวัตต์ภายใน 5 ปี
สกพอ. ยังตั้งข้อสังเกตว่า ทุนต่างชาติแห่มาไทยเพราะเห็นว่าไทยมีไฟฟ้าสำรองเหลือเกือบ 40% แต่หากวันหนึ่งต่างชาติย้ายฐานกลับเมื่อสร้างโรงไฟฟ้าพอใช้เอง ประเทศไทยจะแบกรับภาระไฟฟ้าส่วนเกินมหาศาลและค่าก่อสร้างที่จะถูกผลักมายังบิลค่าไฟของประชาชน คณะกรรมาธิการจึงเห็นควรให้โครงการขนาดใหญ่ ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง พร้อมสนับสนุนแนวทางให้ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน
ด้านสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ระบุว่า แม้จะสร้างแหล่งน้ำตามแผนครบ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา ก็ยังจะขาดน้ำราว 318 ล้านลูกบาศก์เมตรในปี 2575 หาก Data Center เข้ามาเต็มเพดานจะใช้น้ำวันละกว่า 330,000 ลูกบาศก์เมตร หรือเทียบเท่าน้ำประปาที่คนนับล้านใช้ในหนึ่งวัน สทนช. จึงเสนอหลักการ "พื้นที่ไหนน้ำไม่พอ ไม่ควรให้ตั้งศูนย์ข้อมูล"
ขณะที่ สกพอ. เสนอแนวทางให้นำน้ำเสียที่ผ่านการบำบัดแล้วจากชุมชนและโรงแรมมาใช้ระบายความร้อน วันละ 120,000 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งคณะกรรมาธิการเห็นว่าควร กำหนดเป็นเงื่อนไขบังคับ ไม่ใช่ทางเลือก เพื่อปกป้องน้ำประปาของชาวบ้าน
ประเด็นที่น่าวิตกที่สุดคือ กฎหมายปัจจุบันยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน ทำให้ Data Center ถูกจัดสถานะเป็นเพียง "โกดัง" ไม่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) และไม่ต้องจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นประชาชน ทางสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ยอมรับว่ายังไม่มีระเบียบรองรับ แต่คณะกรรมาธิการยืนยันว่า สผ. ต้องทบทวนและกำหนดให้ต้องทำ EIA เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลความโปร่งใส
ด้านการประปาส่วนภูมิภาค (กปภ.) เตรียมเสนออัตราค่าน้ำใหม่เฉพาะกลุ่ม Data Center เริ่มใช้พฤศจิกายนนี้ เนื่องจากเรทเดิมยังไม่ได้รวมความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมและโอกาสของเกษตรกร ขณะที่การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ยืนยันว่าจะเก็บค่าขยายระบบจากเจ้าของโครงการโดยตรง ไม่ผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟรายอื่น
คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อมูลทั้งหมดส่งถึงคณะกรรมการระดับชาติ โดยมีข้อเรียกร้องหลัก 5 ข้อ ให้โครงการขนาดใหญ่ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใช้เอง ไม่มาพึ่งพาไฟฟ้าของรัฐที่ประชาชนร่วมจ่าย ไม่ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เกินความจำเป็น ป้องกันภาระไฟส่วนเกินหากนักลงทุนถอนตัว บังคับต้องจัดทำ EIA และเปิดให้ชาวบ้านมีสิทธิ์รับรู้ข้อมูลและแสดงความเห็นก่อนสร้าง ตั้งเจ้าภาพดูแลกิจการนี้โดยตรง และเร่งออกกฎหมายให้ทันต่อเทคโนโลยี บังคับใช้น้ำเสียบำบัดและระบบหมุนเวียน พร้อมเร่งสร้างแหล่งน้ำในภาคตะวันออก 16 โครงการที่ค้างอยู่ เพื่อให้เกษตรกรและชาวบ้านมีน้ำใช้อย่างเพียงพอ