“รัดเกล้า” ยื่น 5 ข้อเสนอ ปฏิรูปประกันสังคม สู่ความยั่งยืน แนะ แยกเป็นนิติบุคคล-ดึงมืออาชีพคุมเงิน 2.7 ล้านล้าน
วันที่ 24 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายรับทราบรายงานของผู้สอบบัญชีและรายงานการเงินกองทุนประกันสังคม สำนักงานประกันสังคม สำหรับปีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 โดยระบุว่า กองทุนประกันสังคมซึ่งมีสินทรัพย์มหาศาลกว่า 2.7 ล้านล้านบาท จากเงินสมทบของผู้ประกันตน นายจ้าง และรัฐบาล กำลังถูกตั้งคำถามจากประชาชนคนทำงานถึงคุณภาพการให้บริการที่ล้าหลัง จนผู้ประกันตนหลายคนตัดพ้อว่าใช้สิทธิบัตรทองยังดีเสียกว่า ซึ่งต้นตอของปัญหานี้ถูกสะท้อนไว้อย่างชัดเจนในรายงานทางการเงินของกองทุนฯ
นางรัดเกล้า เปิดเผยว่า สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้ลงความเห็นในรายงานการเงินแบบมีเงื่อนไข เนื่องจากพบการประเมินหนี้สินและภาระผูกพันต่ำกว่าความเป็นจริงในหลายหมวดหมู่อย่างน่าตกใจ ได้แก่
1. หนี้สินประโยชน์ทดแทนกรณีชราภาพ ในปี 2567 แสดงต่ำกว่าความเป็นจริงถึง 294,000 ล้านบาท (และปี 2566 เคยแสดงต่ำไป 230,000 ล้านบาท)
2.หนี้สินกรณีทุพพลภาพ แสดงต่ำกว่าความเป็นจริงประมาณ 22,000 ล้านบาท
3.ลูกหนี้เงินสมทบค้างรับ มีการปรับลดรายการย้อนหลังกว่า 1,234 ล้านบาท โดยไร้เอกสารหลักฐานอ้างอิงและระบุที่มาไม่ได้เมื่อรวมภาระหนี้สินซ่อนเร้นเฉพาะกรณีชราภาพและทุพพลภาพสูงถึง 316,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตัวเลขมหาศาลที่ไม่อาจมองว่าเป็นเพียงข้อผิดพลาดทางการบัญชี (Accounting Error) และน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ
สส.พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายต่อว่า กระแสเงินสดจากการดำเนินงานหลักของประกันสังคมในปัจจุบันติดลบถึง 21,500 ล้านบาท ทำให้กองทุนต้องพึ่งพารายได้จากการลงทุน 2.7 ล้านล้านบาทมาจุนเจือ แต่เมื่อเจาะลึกงบการเงินกลับพบเงื่อนงำการบริหารความเสี่ยงที่น่ากังวล อาทิ
1.การจ้างผู้จัดการกองทุนภายนอกเพิ่มขึ้น แต่ผลตอบแทนรวมในส่วนนี้กลับติดลบถึง 1,200 ล้านบาท
2.ขาดทุนจากสัญญาป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX Hedging) เกือบ 12,000 ล้านบาท
3.ค่าจ้างผู้รับฝากทรัพย์สิน (Custodian) เพิ่มขึ้นจากสัญญาเดิมอย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ นางรัดเกล้า ได้ยกตัวอย่างการบริหาร กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ซึ่งเป็นนิติบุคคลและบริหารแยกจากระบบราชการ มีสินทรัพย์ 1.4 ล้านล้านบาท แต่สามารถทำผลตอบแทนเฉลี่ยให้สมาชิกได้ถึง 4.31% ต่อปี (บางแผนสูงถึง 8.93%) ในขณะที่ประกันสังคมกลับติดหล่มอยู่ในโครงสร้างระบบราชการภายใต้กระทรวงแรงงาน และไม่เป็นนิติบุคคล
พร้อมทั้งเปิดข้อมูลเชิงลึกว่า กองทุนประกันสังคมมูลค่า 2.7 ล้านล้านบาท มีบุคลากรผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินไม่ถึง 100 คน โดยมีผู้ผ่านการอบรมการเงินการลงทุนเพียง 38 คน และมีเจ้าหน้าที่ดูแลด้านบริหารความเสี่ยง (Risk Management) เพียง 4 คนเท่านั้น เท่ากับว่าเจ้าหน้าที่ความเสี่ยง 1 คน ต้องแบกรับและดูแลเงินกองทุนสูงถึง 700,000 ล้านบาท ซึ่งผิดหลักการบริหารเงินลงทุนระดับสากลอย่างสิ้นเชิง
พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ได้ยื่นข้อเสนอ 5 ประการ เพื่อให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปกองทุนประกันสังคม
1.ยกระดับกองทุนประกันสังคมเป็นนิติบุคคล โดยแยกการบริหารสิทธิประโยชน์และการลงทุนออกจากกันโดยเด็ดขาด
2.ปรับโครงสร้างบอร์ดประกันสังคมให้อิสระ โดยเพิ่มสัดส่วนผู้เชี่ยวชาญ ผู้ประกันตน และนายจ้างอย่างเหมาะสม
3.กำหนดคุณสมบัติบอร์ดและทีมลงทุนมืออาชีพ พร้อมตั้งตัวชี้วัด (KPI) ที่เปิดเผยและตรวจสอบได้
4.ประเมินหนี้สินระยะยาวตามหลักคณิตศาสตร์ประกันภัย อย่างสม่ำเสมอและเปิดเผยต่อสาธารณะ
5.สร้างความโปร่งใสเรื่องค่าธรรมเนียมและผลตอบแทน รายงานตรงต่อผู้ประกันตนและรัฐสภาอย่างสม่ำเสมอ
“ถึงเวลาแล้วหรือยังที่รัฐบาลจะปฏิรูปโครงสร้างกองทุนประกันสังคมทั้งระบบ ด้วยการแยกกองทุนออกเป็นอิสระและมีสถานะเป็นนิติบุคคล เพื่อให้ข้าราชการ คนทำงาน ประชาชน และพวกเราทุกคนรอดไปด้วยกัน” นางรัดเกล้า กล่าว