กมธ.ที่ดินฯ ลงพื้นที่ป่าชุมชนโค้งตาบาง ลั่นคนดูแลป่า ต้องได้ประโยชน์ ดันรายได้คาร์บอนเครดิตถึงมือชาวบ้าน 


วันที่ 22 กันยายน 2569 นางสาวกุลวลี นพอมรบดี ประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร นำคณะกรรมาธิการลงพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อประชุมร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี กรมป่าไม้ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ณ ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี ก่อนเดินทางต่อไปยังเทศบาลตำบลท่าไม้รวก และป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง อำเภอท่ายาง เพื่อศึกษาการทำงานจริงของชุมชนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าจนสามารถสร้างรายได้จาก “คาร์บอนเครดิต”

กลไกคาร์บอนเครดิตเป็นการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ต้นไม้ช่วยดูดซับและกักเก็บไว้ แล้วนำปริมาณดังกล่าวไปซื้อขายให้แก่ภาคเอกชนที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่งผลให้พื้นที่ป่าที่ชุมชนร่วมกันดูแลเปลี่ยนเป็นรายได้กลับคืนสู่ท้องถิ่น

อย่างไรก็ตาม แม้ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางจะถูกยกเป็นโมเดลความสำเร็จในการประชุมคณะกรรมาธิการที่รัฐสภา แต่ยังพบข้อจำกัดสำคัญ เช่น ต้นทุนค่าประเมินและการตรวจรับรองที่มีราคาสูง ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำหรับป่าชุมชนขนาดเล็กหรือขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมถึงข้อจำกัดด้านสถานะทางกฎหมายของคณะกรรมการป่าชุมชนในการทำสัญญาและรับเงิน การลงพื้นที่ครั้งนี้จึงมุ่งรับฟังข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานจริง โดยมีการสาธิตการวัดขนาดต้นไม้เพื่อคำนวณปริมาณคาร์บอน เดินสำรวจสภาพป่า และหารือกับชาวบ้านถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จากป่า การรับมือไฟป่า และความต้องการสนับสนุนจากภาครัฐ

นางสาวกุลวลี เปิดเผยว่า ป่าจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนต่อเมื่อผู้ดูแลได้รับผลประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งความตั้งใจของชาวบ้านโค้งตาบางได้พิสูจน์แล้วว่าสามารถเปลี่ยนเป็นการสร้างรายได้จริง โดยคณะกรรมาธิการฯ เตรียมนำข้อมูลที่ได้ไปขับเคลื่อนใน 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ กระจายรายได้อย่างเป็นธรรมและโปร่งใสกำหนดกลไกให้ชาวบ้านรับรู้มูลค่าการซื้อขายและขั้นตอนการจัดสรรเงินอย่างชัดเจน ลดภาระค่าใช้จ่ายและขั้นตอนปรับลดต้นทุนการวัดและการตรวจรับรอง เพื่อเปิดโอกาสให้ป่าชุมชนขนาดเล็กทั่วประเทศเข้าถึงระบบคาร์บอนเครดิต ขยายการสนับสนุนความรู้มอบหมายให้กรมป่าไม้ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนสิ่งแวดล้อม เพื่อนำความรู้เรื่องคาร์บอนเครดิตไปถ่ายทอดแก่ป่าชุมชนทั่วประเทศ โดยไม่ต้องพึ่งพาเพียงบริษัทเอกชนรายใหญ่

“สิ่งที่ได้ไม่ได้มีแค่เรื่องเงิน แต่ป่าที่สมบูรณ์ยังช่วยสร้างแหล่งน้ำ อากาศบริสุทธิ์ บรรเทาปัญหาโลกร้อน และลดการเกิดไฟป่าซึ่งเป็นต้นเหตุของหมอกควัน เมื่อประชาชนมีรายได้จากการรักษาป่า ผืนป่าก็จะคงอยู่ส่งต่อไปถึงลูกหลาน ซึ่งคณะกรรมาธิการจะเร่งติดตามเรื่องนี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป” นางสาวกุลวลี กล่าวทิ้งท้าย