“ภราดร” แจงปม กยศ. งบปี 2570 เพิ่มเงินสนับสนุนเป็น 9,000 ล้าน จี้ เร่งทวงหนี้ 2.6 ล้านคน ชี้โจทย์ใหญ่แยกให้ออก ใครว่างงาน-ใครมีรายได้แต่เบี้ยวหนี้ ลั่นเก็บได้ 30-40% รัฐแทบไม่ต้องเติมเงิน


วันที่ 22 กันยายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีกองทุนกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา (กยศ.) ขาดสภาพคล่องจนทำให้นักศึกษาไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม ส่งผลให้มหาวิทยาลัยขู่ไม่ให้นักศึกษาเข้าสอบจริงหรือไม่ ว่า เมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา (17 กันยายน 2569) หลังจากที่มีการเสนอกฎหมาย ตนก็ได้พูดคุยว่ามีปัญหาเรื่อง กยศ. นิดหน่อย ที่ยังไม่สามารถโอนเงินให้กับมหาวิทยาลัยได้ในช่วงเดือนแรกเพราะยังมีปัญหาอยู่ ทางมหาวิทยาลัยจึงขู่ทางนักศึกษาว่าหากยังไม่โอนเงินให้นักศึกษาจะไม่มีสิทธิ์สอบ ซึ่งหลังจากที่นายยศชนัน ทราบเรื่อง ได้พูดคุยกับทางอธิการบดีทั่วประเทศแล้ว ซึ่งประเด็นนี้น่าจะไม่มีปัญหา 

ส่วนในเรื่องของเงินงบประมาณในปี 2569 ที่ไม่เพียงพอกับ กยศ. นั้น วันนี้วันที่ 22 กันยายนแล้ว อีก 8 วัน (1 ตุลาคม) จะเริ่มปีงบประมาณใหม่ในปีงบประมาณ 2570 ซึ่งทางรัฐบาลได้ตั้งงบประมาณในส่วนของกองทุน กยศ. เพิ่มขึ้นจากปี 2569 เกือบสองเท่าจาก 5,000 ล้านบาทเป็น 9,000 ล้านบาท ทั้งที่หน่วยงานอื่นลดลงทั้งหมด จะบอกว่ารัฐบาลไม่ให้ความสำคัญกับ กยศ. ถ้าพูดแบบนั้นก็จะเหมือนไม่ให้ความเป็นธรรมกับทางรัฐบาล ซึ่งทางรัฐบาลเพิ่มเงิน 9,000 ล้านบาท วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ก็จะสามารถเข้าไปใช้ได้หลังจากที่ประกาศใช้ ซึ่งเงินจะเข้าไปหนุนในระบบของ กยศ. ต่อไป 

ผู้สื่อข่าวถามต่อ ปัญหาหลักคือการเบี้ยวหนี้ กยศ. ใช่หรือไม่ นายภราดร ระบุว่า ปัญหาหลักของกองทุนเพื่อกู้ยืมเพื่อการศึกษานั้น มีคนที่อยู่ในระบบ กยศ. ถึง 3.6 ล้านคน จากตัวเลขที่น่าตกใจคือมีเพียง 1 ล้านคนเท่านั้นที่เป็นลูกหนี้ดี ก็คือเป็นคนที่ชำระหนี้ตามเวลา ส่วนอีก 2.6 ล้านคนเป็นผู้ที่ผิดนัดการชำระหนี้ถือเป็น 60% ปัญหาใหญ่ที่ กยศ. ไม่สามารถไปดำเนินการกับจำนวนคนที่ไม่สามารถชำระหนี้ตามเวลาได้ ต้องย้ำว่าจำนวน 2.6 ล้านคนนี้ ต้องแยกออกเป็น 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรก ยังอยู่ในสภาวะว่างงานอยู่ ยังไม่มีรายได้เป็นของตัวเอง ซึ่งตรงนี้ต้องยกเว้นให้ อย่าไปรีดเลือดกับปู ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มที่มีรายได้แล้วแต่เลือกที่จะไม่ชำระหนี้ให้กับ กยศ. ซึ่งกลุ่มนี้ต้องไปหาให้เจอว่าอยู่ที่ไหนอย่างไร และจะไปเรียกเก็บหนี้ได้อย่างไร 

กลุ่มคนที่ชำระอยู่ 1 ล้านคน เป็นคนที่อยู่ในระบบ ซึ่งยังมีกลุ่มที่เป็นข้าราชการบ้าง หรือนักศึกษาที่มีงานทำ อยู่ในบริษัทเอกชน และมีเงื่อนไขที่ตกลงกับบริษัทเอกชนว่าหลังจากเงินเดือนออกแล้วให้หักให้กับกองทุน ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติที่ต้องทำอยู่แล้ว กยศ. ยังไม่ได้พิสูจน์ฝีมือ เรียกได้ว่าตามน้ำ มีการหักเงินคืนตามระบบอยู่แล้ว ดังนั้น ความท้าทายของ กยศ. คือจำนวนคน 2.6 ล้านคน ว่าใครคือผู้ที่มีรายได้แล้ว และพร้อมมีสถานะที่จะชำระเงินให้กับ กยศ.. และไปพูดคุยในการเก็บหนี้ให้ได้ 

นายภราดร ยังกล่าวด้วยว่า เป็นเรื่องที่น่าตกใจที่ กยศ. ไม่ทราบว่ามีบุคคลว่างงานและเป็นหนี้ กยศ. อยู่จำนวนเท่าไหร่ รวมถึงไม่มีการระบุสถานะของลูกหนี้ กยศ. ว่าใครอยู่ในสถานะไหน พร้อมชำระหนี้หรือไม่ ถือเป็นโจทย์ใหญ่ของ กยศ. ก่อนกล่าวต่อไปว่า กยศ. ยังไม่มีการบริหารจัดการได้ดีเท่าที่ควร เพราะไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ที่มีรายได้จะมีเงินหมุนเวียนในบัญชี แต่ยังย้ำว่าโจทย์ใหญ่คือการให้คนจำนวน 2.6 ล้านคน ที่ค้างชำระหนี้ กยศ. มาชำระให้ได้ ไม่จำเป็นต้องได้ทั้งหมดแต่ขอประมาณ 30-40 % ของจำนวนนี้ เพียงแค่หาทางให้กลุ่มคนเหล่านี้มาชำระหนี้ให้ได้ รัฐบาลแทบจะไม่ต้องให้เงินสนับสนุนเข้าไปในระบบ กยศ.

ในกรณีการสวมสิทธิ์กู้ กยศ. นายภราดร กล่าวว่า เป็นเรื่องของรายละเอียดที่ กยศ. ต้องไปประสานงานกับทางมหาวิทยาลัย และคนรับผิดชอบต้องเป็นคนอนุมัติ คนอนุมัติก็คือมหาวิทยาลัย ที่ปล่อยให้มีการสวมสิทธิ์.