รัฐบาลเดินหน้าประกันภัยพิบัติให้ประชาชน คุ้มครองที่อยู่อาศัย 30 ล้านหลัง วงเงิน 1.55 หมื่นล้านบาท เริ่มคุ้มครอง 1 ต.ค. 69
วันที่ 22 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า กระทรวงมหาดไทยได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาจัดสรรงบประมาณรวม 15,500 ล้านบาท สำหรับโครงการจัดซื้อประกันภัยพิบัติให้กับประชาชน เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงและผู้เปราะบางเข้าถึงการคุ้มครองอย่างรวดเร็วและครอบคลุมทั้งชีวิตและทรัพย์สิน โดยกรมธรรม์จะมีระยะเวลาคุ้มครอง 1 ปีเต็ม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 1 ตุลาคม 2570 การอนุมัติดังกล่าวเป็นการขยายผลต่อเนื่องจากมติ ครม. เมื่อวันที่ 1 และ 15 กันยายน 2569 ที่เห็นชอบหลักการและอนุมัติกรอบวงเงินค่าเบี้ยประกันภัยกลุ่ม เพื่อนำระบบประกันภัยพิบัติ (Risk Transfer) มาใช้เป็นกลไกหลักในการชดเชยความเสียหายแก่ประชาชน
นางสาวลลิดากล่าวต่อว่า สำหรับกรอบวงเงิน 15,500 ล้านบาท แบ่งออกเป็นค่าเบี้ยประกันภัยที่อยู่อาศัยแบบกลุ่ม 15,000 ล้านบาท (คุ้มครองบ้านเรือนราว 30 ล้านหลัง ตามฐานข้อมูลกรมการปกครอง ณ วันที่ 10 ก.ย. 69) ค่าเบี้ยประกันภัยอุบัติเหตุแบบกลุ่ม 500 ล้านบาท (คุ้มครองกรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย วาตภัย และแผ่นดินไหว) ในส่วนของแหล่งเงินทุน กระทรวงมหาดไทยเสนอขอใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 (งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น) จำนวน 10,000 ล้านบาท ส่วนอีก 5,500 ล้านบาท จะผูกพันงบประมาณในปีถัดไปเพื่อให้ครอบคลุมตลอดระยะเวลาคุ้มครอง
นางสาวลลิดา กล่าวต่อไปว่า สำนักงาน คปภ. และสมาคมประกันวินาศภัยไทยจะร่วมกันคัดเลือกผู้รับประกันภัยที่มีความมั่นคงและมีศักยภาพสูง เพื่อประกันความรวดเร็ว โปร่งใส และเสมอภาคในการจ่ายค่าสินไหม ขณะเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) จะร่วมตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการจ่ายเงินช่วยเหลือซ้ำซ้อนกับมาตรการเยียวยาภาครัฐรูปแบบอื่น
อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ประสบภัยในช่วงฤดูฝนปี 2569 (ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569) รัฐบาลยังคงให้ใช้เกณฑ์เยียวยาเดิมตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 คือจ่ายเงินช่วยเหลือครัวเรือนละ 9,000 บาท และกรณีเสียชีวิตจากอุทกภัย/ดินโคลนถล่ม รายละ 2,000,000 บาท เนื่องจากเป็นช่วงเวลาก่อนที่กรมธรรม์ฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและดูแลกลุ่มตกหล่น เช่น ผู้เช่าอาศัย ประชาชนในพื้นที่ห่างไกล หรือผู้ไม่มีชื่อในทะเบียนราษฎร ให้ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นธรรม ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จะเข้ามาร่วมประเมินผลความคุ้มค่าหลังจบโครงการ เพื่อวางแนวทางการดำเนินงานระยะยาวที่ไม่สร้างภาระทางการคลังแก่รัฐอย่างยั่งยืน
“เป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนมีหลักประกันเมื่อเกิดภัยพิบัติ ไม่ต้องรอการพิจารณาเยียวยาเป็นรายเหตุเพียงอย่างเดียว แต่มีระบบประกันภัยเข้ามาช่วยรองรับความเสี่ยง เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงประชาชนได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่เสี่ยงและกลุ่มเปราะบาง ขณะเดียวกันต้องออกแบบระบบไม่ให้การจ่ายเงินซ้ำซ้อน และใช้งบประมาณของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวสรุป