อธิบดีกรมชลประทาน ปรับแผนบริหารจัดการน้ำ เร่งระบายผ่านเขื่อนเจ้าพระยา รับน้ำหลากจากตอนบน หลังฝนตกหนักอย่างต่อเนื่องหลายพื้นที่ 

 


วันที่ 21 ก.ย.2569 นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เป็นประธานการประชุมติดตามและวิเคราะห์แนวโน้มสถานการณ์น้ำ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมอุตุนิยมวิทยา กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กรมทรัพยากรน้ำ สำนักการระบายน้ำ(กทม.) และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้  ณ ห้องประชุมศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) กรมชลประทาน สามเสน  และถ่ายทอดสดผ่านระบบ VDO Conference ไปยังสำนักงานชลประทาน 1 -17 ด้วย


นายวิทยา แก้วมี อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า  กรมชลประทานได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งสภาพอากาศ ปริมาณฝน ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และสถานการณ์น้ำท่าในลุ่มน้ำสำคัญ โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา พร้อมประเมินแนวโน้มและเตรียมปรับแผนบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับปริมาณน้ำจากพื้นที่ตอนบนและลดผลกระทบต่อประชาชนและพื้นที่การเกษตร


ด้านสภาพอากาศและปริมาณฝน ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะช่วงวันที่ 19–20 กันยายนที่ผ่านมา พบฝนตกหนักบริเวณจังหวัดแพร่ เชียงราย กำแพงเพชร และสุโขทัย มากกว่า 100 มิลลิเมตร ส่งผลให้ปริมาณน้ำท่าในลำน้ำสายต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้นตามลำดับ ขณะที่ล่าสุด จังหวัดกำแพงเพชร วัดปริมาณฝนได้ 146 มิลลิเมตร และจังหวัดพิษณุโลก วัดได้ 136 มิลลิเมตร


ส่วนพื้นที่ภาคใต้ กรมชลประทานยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ และมีโอกาสเกิดฝนตกสะสม ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำหลากหรือน้ำท่วมขังในบางพื้นที่ จึงได้กำชับโครงการชลประทานทั่วประเทศติดตามสถานการณ์ฝน ปริมาณน้ำ และแนวโน้มการไหลของน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีฝนตกสะสม เพื่อให้สามารถบริหารจัดการน้ำและแจ้งเตือนพื้นที่เสี่ยงได้อย่างทันท่วงที


ด้านสถานการณ์น้ำในอ่างเก็บน้ำ ปัจจุบันอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศ มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 55,000 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 73 ของความจุอ่างฯ และยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 20,000 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะที่ 4 เขื่อนหลักลุ่มน้ำเจ้าพระยา ได้แก่ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมประมาณ 16,000 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือร้อยละ 68 ของความจุอ่างฯ และยังสามารถรองรับน้ำได้อีกประมาณ 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

 

 

กรมชลประทาน ยังคงติดตามอ่างเก็บน้ำที่มีระดับน้ำสูงและอยู่ในเกณฑ์เฝ้าระวัง ได้แก่ เขื่อนกิ่วลม เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ เขื่อนขุนด่านปราการชล และเขื่อนแก่งกระจาน ซึ่งได้ประสานกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) เพื่อพิจารณาแนวทางบริหารจัดการน้ำร่วมกันอย่างใกล้ชิด ให้การระบายน้ำเป็นไปอย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ คำนึงถึงความปลอดภัยของอาคารชลประทาน การบรรเทาและลดผลกระทบจากอุทกภัย ควบคู่ไปกับการเก็บกักและสำรองน้ำต้นทุนไว้ใช้ในช่วงฤดูแล้งที่กำลังจะมาถึงนี้อย่างเพียงพอ


สำหรับสถานการณ์น้ำในลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากปริมาณฝนที่เพิ่มขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลให้ปริมาณน้ำในลำน้ำเพิ่มสูงขึ้น โดยที่สถานีวัดน้ำ C.2 จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อเวลา 06.00 น.(21 ก.ย. 69) มีปริมาณน้ำไหลผ่านประมาณ 1,377 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากเมื่อวานนี้ กรมชลประทาน จำเป็นต้องทยอยปรับการระบายน้ำผ่านท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราประมาณ 1,000–1,300 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อควบคุมระดับน้ำเหนือเขื่อนและรองรับปริมาณน้ำหลากจากพื้นที่ตอนบน ขณะที่ปัจจุบันเขื่อนเจ้าพระยา มีการระบายน้ำประมาณ 990 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมบริหารจัดการน้ำผ่านระบบชลประทานทั้งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ก่อนระบายลงสู่ด้านท้าย เพื่อลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ได้มากที่สุด


การระบายน้ำผ่านเขื่อนเจ้าพระยาในอัตราดังกล่าว อาจส่งผลให้ระดับน้ำบริเวณพื้นที่ริมแม่น้ำด้านท้ายเขื่อนเพิ่มสูงขึ้นจากปัจจุบันประมาณ 0.50–1.50 เมตร โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำนอกคันกั้นน้ำในอำเภอเสนา ผักไห่ บางบาล พระนครศรีอยุธยา บางปะอิน และบางไทร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งระดับน้ำดังกล่าว ยังไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่ชุมชนที่อยู่ในคันกั้นน้ำ

กรมชลประทาน ยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและจะบริหารจัดการน้ำเพื่อลดผลกระทบต่อประชาชนให้มากที่สุด พร้อมแจ้งสถานการณ์น้ำและแนวโน้มการระบายน้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา 11 จังหวัดได้รับทราบ เพื่อให้จังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถเตรียมความพร้อมและแจ้งเตือนประชาชนในพื้นที่เสี่ยงได้อย่างเหมาะสม


นอกจากนี้ ยังได้เตรียมเครื่องจักร เครื่องมือ และอุปกรณ์ ที่พร้อมจะรับมือสถานการณ์น้ำได้อย่างทันท่วงที รวม 5,732 หน่วย ประกอบด้วยเครื่องสูบน้ำ เครื่องผลักดันน้ำ รถบรรทุกน้ำ และเครื่องจักรสนับสนุนประเภทต่าง ๆ พร้อมเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนและแก้ไขปัญหาในพื้นที่ได้อย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นมา ได้ให้ความช่วยเหลือพื้นที่แล้ว 55 จังหวัด รวม 647 หน่วย


นายวิทยาฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า ได้เน้นย้ำให้ทุกโครงการชลประทานประเมินสถานการณ์ล่วงหน้าและเตรียมพร้อมเชิงรุก โดยเฉพาะในช่วงปลายฤดูฝน ให้ติดตามสภาพอากาศ ปริมาณฝน และปริมาณน้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมบริหารจัดการอ่างเก็บน้ำให้เหมาะสม โดยใช้ข้อมูลจริงจากสถานีตรวจวัดน้ำ ปริมาณฝน น้ำท่า ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำ และผลการคาดการณ์จากแบบจำลอง มาเป็นฐานในการวางแผนและปรับการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของแต่ละพื้นที่ ทั้งการระบายน้ำและการเก็บกักน้ำต้นทุนไว้ใช้ฤดูแล้งหน้าให้ได้มากที่สุด


ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนในพื้นที่ริมแม่น้ำและพื้นที่ลุ่มต่ำติดตามสถานการณ์และประกาศจากทางราชการอย่างใกล้ชิด โดยกรมชลประทานจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง และหากมีการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์หรือมีความจำเป็นต้องปรับการระบายน้ำ จะแจ้งให้จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งเตือนข้อมูลให้กับประชาชนได้รับทราบโดยเร็วต่อไป