“นฤมาศ” สส.ชลบุรี พรรคประชาชน เสนอรัฐบาล 4 ข้อ ชี้ แหลมฉบังไม่ควรเป็น “ถังขยะโลก” จี้รัฐเข้มงวดตรวจขยะพิษข้ามชาติ ขยายผลถึงต้นทาง ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ


วันที่ 21 กันยายน 2569 นางสาวนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี พรรคประชาชน ชี้ปัญหาการลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศ เป็นเรื่องที่ต้องเร่งจัดการ หลังพบตู้สินค้าต้องสงสัยที่ท่าเรือแหลมฉบัง และเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยกระดับการตรวจสอบตั้งแต่ด่านนำเข้า ขยายผลไปถึงต้นทาง ภายหลังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ร่วมกับกรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ตรวจสอบตู้คอนเทนเนอร์ต้องสงสัยที่ท่าเรือแหลมฉบังและท่าเทียบเรือฮัทชิสัน จำนวน 9 ตู้ พบการกระทำผิด 6 ตู้ โดยเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ปะปนมากับสินค้าที่สำแดงเป็นเศษอะลูมิเนียม


นางสาวนฤมาศกล่าวว่า แหลมฉบังเป็นหนึ่งในท่าเรือหลักของประเทศที่รับสินค้านำเข้าจากทั่วโลก การที่ของเสียอันตรายหรือขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกนำเข้ามาโดยแฝงอยู่ในสินค้าประเภทเศษวัสดุ ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาด้านกฎหมาย แต่ยังเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชนและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ หากมีการนำไปกำจัดหรือฝังกลบอย่างไม่ถูกต้อง “ศรีราชาและแหลมฉบังไม่ควรเป็น ‘ถังขยะโลก’ ที่ต้องแบกรับของเสียจากประเทศอื่น”


ข้อมูลกรมศุลกากรระบุว่า ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงเดือนสิงหาคม 2569 มีการจับกุมคดีลักลอบนำเข้าของเสียอันตรายรวม 187 คดี แบ่งเป็นของเสียอันตราย 98 คดี ขยะอิเล็กทรอนิกส์ 56 คดี เศษพลาสติก 15 คดี และสัตว์หรือพืชตามอนุสัญญาว่าด้วยการค้าสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ระหว่างประเทศ (CITES) 18 คดี รวมมูลค่าของกลางกว่า 234 ล้านบาท


ขณะที่ DSI อยู่ระหว่างขยายผลข้อมูลตู้สินค้าต้องสงสัยที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อดำเนินการตรวจสอบเส้นทางการนำเข้าและผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทผู้นำเข้าและผู้ส่งออก


นางสาวนฤมาศ กล่าวว่า ปัญหาดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบ ณ ด่านนำเข้า และการบังคับใช้กฎหมายตลอดห่วงโซ่ โดยไม่ควรหยุดอยู่เพียงการตรวจยึดสินค้าหรือดำเนินคดีกับผู้นำเข้าเท่านั้น โดยเสนอให้ภาครัฐดำเนินการ 4 ด้าน ได้แก่

1. ยกระดับการตรวจสอบตู้สินค้า เพิ่มความเข้มงวดและความโปร่งใสในการตรวจสอบตู้สินค้านำเข้าที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อป้องกันไม่ให้ของเสียอันตรายหลุดรอดเข้าสู่ประเทศ

2. ขยายผลถึงต้นทาง ติดตามไปถึงผู้นำเข้า ผู้ส่งออก และเส้นทางของขยะ เพื่อให้สามารถจัดการกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้องและป้องกันการกระทำผิดซ้ำ

3. ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบต้องได้รับการเยียวยาและฟื้นฟู โดยค่าใช้จ่ายควรตกอยู่กับผู้กระทำผิด ไม่ใช่เป็นภาระของประชาชนผ่านงบประมาณแผ่นดิน

4. ใช้กฎหมายจัดการผลประโยชน์จากการกระทำผิด ผลักดันให้การลักลอบนำเข้าและทิ้งของเสียอันตรายสามารถเชื่อมโยงกับกลไกการติดตามและยึดทรัพย์ เพื่อจัดการกับผลประโยชน์ที่เกิดจากการกระทำผิดอย่างจริงจัง


นางสาวนฤมาศย้ำว่า ในฐานะ สส.ชลบุรี จะติดตามสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด และผลักดันให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้การป้องกันขยะพิษข้ามชาติครอบคลุมตั้งแต่ต้นทาง ด่านนำเข้า ไปจนถึงการกำจัดและฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ “ภาระจากของเสียที่เกิดจากการกระทำผิด ไม่ควรตกอยู่กับประชาชนในพื้นที่ที่ไม่ได้เป็นผู้ก่อปัญหา”