“เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ “อนุทิน” ชี้แจงความจริงประชาชน ปมปัดตก 4 ร่างกฎหมายการเงิน ทั้งปลดล็อกกีฬาสนุกเกอร์และบิลเลียดออกจากบัญชีการพนัน ชี้ตัดโอกาสสภาฯ ลดทอนยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน
วันที่ 21 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 13 โดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ตั้งคำถามถึงกรณีที่นายกรัฐมนตรีไม่รับรองร่างพระราชบัญญัติที่วินิจฉัยว่าเป็นร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงินอย่างน้อย 4 ฉบับ ในรอบสัปดาห์ที่ผ่านมา ประกอบด้วย 1. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.การพนัน เสนอโดย นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สส.นนทบุรี พรรคประชาชน โดยมีสาระสำคัญคือการปลดล็อกกีฬาสนุกเกอร์และบิลเลียดออกจากบัญชีการพนัน หวังส่งเสริมการพัฒนาและฝึกฝนเยาวชนสู่การเป็นนักกีฬามืออาชีพ
2. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เสนอโดย เพชรรัตน์ ใหม่ชมภู สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน โดยมีสาระสำคัญคือการเพิ่มอำนาจท้องถิ่นในการจัดทำบริการสาธารณะ กำหนดมาตรฐานขั้นต่ำ และเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ผ่านการกู้เงิน การออกพันธบัตร และการจัดเก็บค่าธรรมเนียม
3. ร่างแก้ไข พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน เสนอโดย เซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โดยมีสาระสำคัญเพื่อการปรับคำนวณสูตรค่าจ้างขั้นต่ำและการดูแลแรงงานภาครัฐ
4. ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (พ.ร.บ.THACCA) เสนอโดย จิราพร สินธุไพร สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย
ซึ่งส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรได้ โดยนายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ตนเชื่อว่าร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับเป็นประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน แต่พฤติกรรมของนายกรัฐมนตรีที่ตอบคำถามเรื่องการปัดตกร่าง พ.ร.บ.การพนัน ว่า “เรื่องยังมาไม่ถึง” ทั้งที่มีหนังสือวินิจฉัยลงนามออกมาแล้ว ขณะเดียวกัน กรมการปกครองได้ออกหนังสือชี้แจงในภายหลังว่าไม่ขัดข้องกับการปลดล็อกดังกล่าว และอยู่ระหว่างการปรับปรุง พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ. 2478 เช่นกัน เหตุการณ์ดังกล่าวจึงก่อให้เกิดข้อสงสัยว่า นายกรัฐมนตรีได้ตรวจสอบเนื้อหาอย่างถี่ถ้วนก่อนลงนาม “ไม่รับรอง” ร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับหรือไม่
นายณัฐพงษ์กล่าวสรุปว่า นายกรัฐมนตรีจำเป็นต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อประชาชนให้ชัดเจน เนื่องจากหากลงนามโดยไม่ทราบรายละเอียด ย่อมสะท้อนถึงการละเลยการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหาร อีกทั้งการไม่รับรองร่างกฎหมายดังกล่าวยังเป็นการลดทอนโอกาสของสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณากฎหมายที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและปลดล็อกศักยภาพของประชาชนอย่างน่าเสียดาย