ประชาธิปัตย์ ถามรัฐบาล ทำไมไม่ใช้เงินไทยช่วยไทยพลัสกว่า 5 หมื่นล้านมาช่วยลดค่าน้ำมันให้ประชาชน หลังราคาน้ำมันโลกลงแต่ราคาหน้าปั๊มยังไม่ลด ด้านรัฐบาล โต้โยกงบไปอุดหนุนดีเซล มองไม่ครบทุกกลุ่ม 



วันที่ 19 ก.ย. 2569 นายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ แถลงข่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับอัตรากองทุนน้ำมันใหม่ และคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติให้ลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลิตรละ 4 บาท ว่า การลดราคาหน้าโรงกลั่นเป็นเพียงการ “รีดกำไรโรงกลั่น” ที่ปล่อยให้สูงเกินจริงมานาน แม้จะเป็นมาตรการที่ควรทำ แต่ก็ทำช้าเกินไป และยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ราคาน้ำมันหน้าปั๊มลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะโครงสร้างราคาน้ำมันยังมีภาระอื่นที่รัฐบาลไม่ยอมแตะต้อง โดยเฉพาะภาษีสรรพสามิตที่สูงเกือบ 7 บาทต่อลิตร การใช้เงินกองทุนน้ำมันมาช่วยพยุงราคาเป็นเพียงการ “โยกเงินจากกระเป๋าซ้ายไปกระเป๋าขวา” เพราะเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับลดลง รัฐก็ต้องลดการชดเชยและนำเงินกลับเข้ากองทุน ทำให้ราคาหน้าปั๊มไม่ลดลงตามที่ประชาชนคาดหวัง พรรคประชาธิปัตย์จึงย้ำข้อเสนอเดิมที่รัฐบาลสามารถทำได้ทันที คือ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เพื่อให้ราคาน้ำมันลดลงจริงและยั่งยืน ไม่ใช่ลดแบบชั่วคราวผ่านกองทุน ซึ่งสุดท้ายประชาชนก็ต้องจ่ายคืนอยู่ดี


นายตรีรัตน์ ยังตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่า ในเมื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัสยังมีเงินเหลือกว่า 50,000 ล้านบาท เหตุใดจึงไม่นำเงินส่วนนี้มาช่วยลดราคาน้ำมันให้ประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งจะช่วยลดค่าครองชีพได้ทันทีและตรงจุด มากกว่าการกู้เงินไปแจกแบบครั้งคราวโดยไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือกลัวว่าจะไม่ได้คะแนนนิยมเท่าหรือไม่


“หากรัฐบาลรับข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์ในการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเป็นเวลา 2 เดือน ในอัตราลิตรละ 7 บาท จะใช้งบประมาณน้อยกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับการต่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส และยังช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน รวมถึงลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม” นายตรีรัตน์ กล่าว


รัฐบาล โต้โยกงบ “ไทยช่วยไทย พลัส” อุดหนุนดีเซล มองไม่ครบทุกกลุ่ม 


ต่อมานางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายตรีรัตน์ ศิริจันทโรภาส ทีมเศรษฐกิจด้านพลังงาน พรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้นำวงเงินคงเหลือจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ประมาณ 50,000 ล้านบาท ไปช่วยลดราคาน้ำมัน ควบคู่กับการลดภาษีสรรพสามิตดีเซลลิตรละ 7 บาท เป็นเวลา 2 เดือน ว่า ข้อเสนอดังกล่าวสามารถนำมาพิจารณาได้ แต่ต้องมองให้ครบทั้งวัตถุประสงค์ของงบประมาณ กลุ่มประชาชนที่จะได้รับประโยชน์ และภาระทางการคลัง ไม่ควรมองเฉพาะผลต่อผู้ใช้น้ำมันเพียงกลุ่มเดียว  “ไทยช่วยไทย พลัส” ไม่ใช่กองทุนอุดหนุนราคาน้ำมัน แต่เป็นชุดมาตรการที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 วงเงินรวมไม่เกิน 175,718.66 ล้านบาท ภายใต้กรอบเงินกู้ 200,000 ล้านบาท โดยมีเป้าหมายช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ บรรเทาภาระค่าครองชีพ รักษากำลังซื้อของประชาชน และส่งรายได้ไปยังร้านค้ารายย่อย


ภายใต้มาตรการดังกล่าว ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐประมาณ 13.18 ล้านคนได้รับวงเงินเพิ่มเดือนละ 700 บาท รวมกับวงเงินเดิมเป็นเดือนละ 1,000 บาท ในช่วงเดือนมิถุนายน–กันยายน 2569 ขณะที่โครงการร่วมจ่าย 60/40 ครอบคลุมค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าและบริการที่กำหนด รวมถึงบริการขนส่งสาธารณะที่เข้าร่วม ทำให้ประโยชน์ของมาตรการกระจายไปถึงประชาชนที่ไม่มีรถยนต์ส่วนตัวด้วย


“ต้องถามให้ครบว่า ถ้าเอาเงินที่เดิมตั้งใจช่วยค่าครองชีพประชาชนไปลดราคาดีเซล แล้วคนที่ไม่มีรถจะได้อะไร ผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย หรือประชาชนที่ใช้รถสาธารณะจะได้รับประโยชน์โดยตรงอย่างไร เพราะการลดราคาน้ำมันย่อมให้ประโยชน์โดยตรงตามปริมาณน้ำมันที่ใช้ คนที่เติมมากก็ได้ส่วนลดมาก ส่วนคนที่ไม่ได้เติมน้ำมันไม่ได้รับส่วนลดโดยตรง ตัวเลขที่เห็นว่า ‘เหลือ’ ไม่ได้หมายความว่าเป็นเงินก้อนว่าง 50,000 ล้านบาทที่รัฐบาลสามารถหยิบไปใช้เรื่องใดก็ได้ทันที ต้องดูว่าเงินนั้นอยู่ตรงไหน มีภาระผูกพันแล้วหรือไม่ และกฎหมายอนุญาตให้เปลี่ยนวัตถุประสงค์ได้อย่างไร หากจะเสนอโยกเงินก้อนนี้ ก็ควรมีข้อมูลทางบัญชีและฐานกฎหมายรองรับให้ครบก่อน” นางสาวลลิดากล่าว