“รังสิมันต์ โรม” ชี้ 20 ปีรัฐประหาร 19 กันยา รถถังกลับกรม แต่อำนาจเหนือกฎหมายยังไม่ไปไหน ผลพวงของรัฐประหาร อำนาจนอกระบบเปลี่ยนสู่เครือข่ายสีน้ำเงิน


วันที่ 19 กันยายน 2569 คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร จัดงานสัมมนาในวาระครบรอบ 20 ปี รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ภายใต้หัวข้อ “ภาพจำที่(ไม่)คุ้นเคย บาดแผล รัฐประหาร และกระบวนการยุติธรรมที่หายไป” ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดย นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้เข้าร่วมเสวนาในหัวข้อ “รัฐประหารและการลบล้างผลพวง”

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า วันนี้ ครบ 20 ปีพอดีหลังจากที่เราได้เห็นปรากฏการณ์ของการเข็นรถถังออกมาบนถนนในกรุงเทพฯ คำถามในวันนี้ ไม่ใช่ว่ารัฐประหารจะเกิดขึ้นซ้ำหรือไม่ แต่คำถามที่สำคัญคือ รัฐประหารเมื่อ 20 ปีที่แล้ว จบไปแล้วหรือยัง เพราะถ้าเราเข้าใจว่ารัฐประหารเป็นแค่เพียงเรื่องของการลากรถถังเข้ามา ประกาศยึดอำนาจ เราก็อาจจะคิดว่ารัฐประหารจบในวันที่รถถังและพลทหารต่าง ๆ กลับเข้ากรมกอง แต่ถ้ารัฐประหารคือการทำลายหลักการที่ว่า “จะไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่มีใครอยู่เหนือประชาชน และทุกคนต้องถูกตรวจสอบด้วยมาตรฐานเดียวกัน” รังสิมันต์ เห็นว่า รัฐประหารอาจจะยังไม่เคยไปไหนเลย เป็นเพียงการเปลี่ยนเครื่องแบบจากทหารเป็นรัฐธรรมนูญ จากรถถังเป็นกฎหมาย และเมื่อเวลาผ่านไป ก็เปลี่ยนจากอำนาจนอกระบบไปเป็นเครือข่ายอำนาจที่อยู่ในระบบเสียเอง 

หากดูข่าว 2 ในช่วงไม่นานมานี้ ข่าวแรกคือวันที่ 14 กันยายน ที่ทุกคนทราบว่ามีการส่งดำเนินคดีต่อ 77 คน โดยมี สว. ปัจจุบันแค่เพียง 26 คน ไม่มีรายชื่อบุคคลสำคัญทั้งในพรรคและนอกพรรคของระบอบสีน้ำเงิน ทั้งที่มีพยานหลักฐานมากมาย ส่วนข่าวที่ 2 คือข่าวประธานกรรมาธิการต่างประเทศของสภาคองเกรส ได้ส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ให้ตรวจสอบและพิจารณาคว่ำบาตร 28 รายชื่อ เนื่องจากมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งมีชื่อ นายวรภัค ธัญญวงษ์ อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังของประเทศไทยด้วย 

ซึ่งทั้ง 2 เรื่องนี้นำไปสู่คำถามเดียวกันคือ เมื่ออำนาจทางการเมืองสามารถแทรกแซงกลไกการตรวจสอบได้แล้ว ใครจะเป็นผู้ตรวจสอบคนที่มีอำนาจนั้น ถ้าคนที่ถูกตรวจสอบสามารถเข้าไปมีอิทธิพลต่อโครงสร้างที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบ เราจะเรียกสิ่งเหล่านี้ว่าหลักนิติรัฐได้หรือไม่ 

วุฒิสภามีอำนาจเกี่ยวกับการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปดำรงตำแหน่งในองค์กรตามรัฐธรรมนูญหลายองค์กร ดังนั้น ใครก็ตามที่สามารถสร้างเครือข่ายในสภาได้สำเร็จ สิ่งที่เป็นเดิมพันจึงไม่ใช่แค่การสร้างเครือข่าย การยึดกุมองค์กรนั้นอย่างเดียว แต่มันรวมไปถึงการยึดกุมระบบตรวจสอบทั้งระบบ ซึ่งกลไกแบบนี้กำลังเกิดขึ้นอย่างเต็มตาในปัจจุบัน

แล้วถ้ารอให้เรื่องโกง สว. ช้าออกไปกว่านี้ บางทีอาจไม่ได้มติ 5:2 แต่อาจได้มติ 7:0 ก็เป็นได้ และนี่คือสิ่งที่เรียกว่า “รัฐธรรมนูญปราบโกง” ที่คณะรัฐประหารมอบให้ และเราได้เป็นประจักษ์พยานของการโกงอย่างเป็นระบบของคนที่มีความฝันว่าระบอบสีน้ำเงินจะอยู่ตลอดไป

ในการเลือก สว. 2567 ปรากฏคลิปและคำให้การอ้างคำว่า “ภารกิจเพื่อข้างบน” หรือการอ้างว่า “เบื้องบนสั่งการมาให้ทางสีน้ำเงินทำการนี้เพื่อสกัดกั้นสีส้ม” รวมถึงคลิปกล่าวอ้างตั้งรัฐบาลต่าง ๆ วันนี้ตนไม่อยากให้ทุกคนมาถกเถียงกันว่าข้างบนหมายถึงอะไร แต่ทุกคนไม่ควรยอมให้ใครมีสิทธิ์ใช้คำเหล่านี้เพื่อสร้างอำนาจให้ตัวเอง “ดึงฟ้าต่ำ” คงเป็นคำอธิบายที่ครอบคลุมที่สุดเพราะหลายครั้งสิ่งที่เรียกว่าความขัดแย้งทางอุดมการณ์ แท้จริงแล้วคือเรื่องธรรมดาสามัญอย่าง “ผลประโยชน์” คำพูดที่ถูกต้องจึงไม่ใช่ใครรักชาติหรือจงรักภักดีกว่าใคร แต่คือ ใครกำลังจะเสียอะไร ต่างหาก

เมื่อการเมืองขาดความน่าเชื่อถือ และระบบตรวจสอบอ่อนแอ จนลามไปถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติกรณีของวรภัคจึงสำคัญ ทำไมสหรัฐฯ ถึงรู้ถึงความเชื่อมโยงเกี่ยวกับการฟอกเงินและสแกมเมอร์ แต่ฝ่ายไทยกลับไม่รู้ ที่จริงไทยอยู่ในสถานะผู้ที่อยู่ใกล้ชิดข้อมูลมากที่สุดหรือจริง ๆ แล้ว มีอะไรบางอย่างกดทับอยู่ และทำให้ต้องนั่งอยู่เฉย ๆ ทั้งนี้ ต้องรอดูว่าฝ่ายสหรัฐฯ กำลังจะทำอะไร และรัฐบาลไม่ควรโยนให้เป็นเรื่องส่วนตัว เพราะเรื่องนี้กระทบภาพลักษณ์ประเทศอย่างรุนแรง 

อีกปัญหาคือการโกงสอบท้องถิ่น จากข้อมูลการตรวจสอบของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน พบว่าเกี่ยวข้องกับคนอย่างน้อย 5,100-5,900 คน แต่กลับตั้งข้อหาไปไกลสุดแค่ระดับอธิบดี ทั้งที่มีข้อมูลบ่งชี้ ขบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องมากกว่าตำแหน่งอธิบดี การโกงนี้สร้างความเสียหาย 3 ต่อ ต่อแรกทำลายระบบคุณธรรม คนตั้งใจเรียนไม่มีค่าเท่าเส้นสายและเงิน ต่อที่สองเอาเงินภาษีไปจ่ายเงินเดือนสวัสดิการหล่อเลี้ยงคนโกง และต่อสุดท้ายระบอบสีน้ำเงินเก็บฐานข้อมูลคนโกงไว้บีบบังคับข้าราชการเหล่านั้นให้เป็นทาสรับใช้ไปตลอดชีวิต นี่ไม่ใช่แค่การโกงสอบ แต่คือการขโมยตำแหน่งราชการจากคนที่ควรจะได้ ส่งใบเสร็จมาให้ประชาชนจ่ายเพื่อผลิตสมุนรับใช้ให้กับระบอบสีน้ำเงิน

พร้อมกล่าวในตอนท้ายว่า สิ่งเหล่านี้คือผลพวงของรัฐประหาร คือสอนให้สังคมยอมรับว่าถ้ามีอำนาจมากพอก็อยู่เหนือกติกาได้ หากเราปล่อยให้ตรรกะเหล่านี้คงอยู่ต่อไป วันหนึ่งไม่จำเป็นต้องมีรถถัง มีเพียงเครือข่าย มีเงิน มีตำแหน่ง คนในระบบ คนในองค์กรตรวจสอบ คนที่พร้อมกับอ้างสิ่งที่สูงกว่าตัวเอง แล้วอำนาจนอกกฎหมายก็สามารถดำรงอยู่ในเสื้อคลุมของกฎหมายได้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่เราต้องลบล้างผลพวงของการรัฐประหาร ไม่ใช่การแก้แค้นอดีต แต่เพื่อตัดวงจรในอนาคต ต้องทำให้หลักนิติรัฐกลับมามีความหมาย

“20 ปีหลังรัฐประหาร 19 กันยา พ.ศ. 2549 เราไม่จำเป็นต้องถามอีกแล้วว่ารัฐประหารได้สร้างบาดแผลไว้หรือไม่ บาดแผลตรงหน้าพวกเราทุกคน คำถามคือเราจะปล่อยให้กลายเป็นมรดกส่งต่อไปกี่รุ่น เพราะการรัฐประหารที่อันตรายที่สุดไม่ใช่รัฐประหารที่มีรถถังจอดอยู่บนถนน แต่คือรัฐประหารกลับเข้าไปในกรมกอง แต่อำนาจที่อยู่เหนือกฎหมายยังไม่เคยไปไหน ตราบใดที่ในประเทศไทยยังมีคนพูดได้ว่า “กฎหมายใช้กับคนอื่น แต่ไม่ใช้กับพวกกู” ภารกิจลบล้างผลพวงการรัฐประหารก็ยังไม่แล้วเสร็จ” รังสิมันต์กล่าว