“แก้วสรร” ชวนมอง “ช้าง” ในคดีฮั้ว สว. เทียบ “ช้างน้ำเงิน-ช้างสีส้ม” ตั้งข้อสังเกตปมการเมือง-ระบบเลือก สว. รัฐธรรมนูญ 2560 ย้ำ การจัดการเลือกตั้งเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ “กกต.”
วันที่ 19 กันยายน 2569 นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระ เผยแพร่บทความเรื่อง “ช้าง” ตัวจริงในคดีฮั้ว สว. โดยตั้งข้อสังเกตถึงคดีฮั้วสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ว่า เบื้องหลังคดีอาจต้องพิจารณาไปถึงความขัดแย้งทางการเมือง รวมถึงระบบการเลือก สว. ตามรัฐธรรมนูญ 2560
กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความเห็นแตกต่างกัน โดย กกต.เสียงข้างมาก เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดีกับพรรคภูมิใจไทย ขณะที่ กกต.เสียงข้างน้อย เห็นว่าพยานหลักฐานมีความชัดเจนเพียงพอ นายแก้วสรร มองว่า พยานหลักฐานในคดีมีทั้งโพยรายชื่อ ผู้สมัครบางรายที่ได้รับคะแนนท่วมท้น การจัดประชุมหรือพบปะนัดหมายก่อนลงคะแนน รวมถึงการที่บุคคลในพรรคภูมิใจไทยหลายจังหวัดโทรศัพท์ติดต่อผู้สมัคร และข้อกล่าวหาเรื่องการจ่ายเงิน
พร้อมเปรียบเทียบว่า หากพิจารณาพยานหลักฐานแต่ละชิ้นแยกจากกัน ก็เปรียบเสมือน “ตาบอดคลำช้าง” เพราะเมื่อพบเพียง “งวง” ก็อาจไม่รู้ว่าเป็นช้าง หรือพบ “งา” ก็อาจไม่ทราบว่าเป็นอะไร แต่หากนำพยานหลักฐานทั้งหมดมาประกอบกันเป็นภาพรวม ก็อาจเห็นได้ว่าเป็น “ช้าง” เนื่องจากสัตว์ที่มีทั้งงวงและงามีเพียงช้างเท่านั้น ทั้งนี้ แนวคิดดังกล่าวเป็นเหตุผลที่ กกต.เสียงข้างน้อย สรุปว่าพยานหลักฐานในคดีมี “ช้าง” หรือมีขบวนการจัดฮั้ว ซึ่งมีพรรคภูมิใจไทยเข้ามาครอบงำกระบวนการเลือก สว. จนทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
ส่วนกรณี กกต.เสียงข้างมาก นายแก้วสรร ระบุ ฝ่ายดังกล่าวเห็นว่าพยานหลักฐานหลายชิ้นมีปัญหา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาว่า นาย น. และนาย อ. มีการประชุมกับกลุ่ม สว.สีน้ำเงินที่โรงแรมแห่งหนึ่ง ซึ่งเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือ ขณะที่หลักฐานเรื่องการโทรศัพท์ติดต่อกันจำนวนมากก็ไม่ชัดเจนว่าเป็นการพูดคุยเรื่องใด ส่วนการประชุมซักซ้อมก็ยังไม่ชัดเจนว่ามีขึ้นอย่างไรและมีการพูดคุยเรื่องใด รวมถึงหลักฐานเส้นเงินที่ฝ่ายเสียงข้างมากเห็นว่าไม่น่าเชื่อถือ
ขณะเดียวกัน นายแก้วสรร ยังกล่าวถึงขั้นตอนต่อจากนี้ว่า คงต้องรอให้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าฝ่ายใดมีเหตุผลถูกต้อง ซึ่งศาลไม่สามารถตัดสินเกินกว่าคำขอได้ โดยคดีนี้ กกต. เห็นว่ามีผู้กระทำผิดและต้องตัดสิทธิเลือกตั้งจำนวน 77 คน ก่อนส่งสำนวนให้ศาลพิจารณาว่าบุคคลดังกล่าวกระทำผิดจริงหรือไม่ ทั้งนี้ ตามระบบกล่าวหา ศาลสามารถค้นหาพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ แต่ไม่สามารถเพิ่มจำเลยได้ เนื่องจากการจัดการเลือกตั้งเป็นความรับผิดชอบโดยตรงของ กกต. ขณะที่ศาลมีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมแก่บุคคลที่ถูกกล่าวหา
ส่วนคำถามว่ากรณี กกต.เสียงข้างมาก อาจถูกดำเนินคดีฐานทุจริตในอนาคตหรือไม่ นายแก้วสรร ระบุว่า การวินิจฉัยพยานหลักฐานว่ามีเหตุผลหรือไม่เพียงอย่างเดียว ไม่สามารถนำไปสู่คดีทุจริตได้ แต่ต้องมีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความไม่สุจริตหรือเจตนาทุจริตอย่างชัดเจนด้วย พร้อมเปรียบเปรยว่า ในที่สุดคดีนี้อาจต้องจบลงด้วยเพลง “ช้างๆๆๆๆ น้องเคยเห็นช้างหรือเปล่า” ไปตลอด
นายแก้วสรร ยังเผยอีกว่า ปัจจุบัน กกต. มีสำนวนกรณีที่กล่าวหาว่าพรรคสีส้มจัดฮั้ว สว. อยู่ในมือ และคาดว่าจะต้องมีการสั่งสำนวนในเร็ว ๆ นี้เช่นกัน โดยตามข่าวที่มีการรายงาน มีการกล่าวอ้างถึงหลักฐานการจัดประชุมผู้สมัคร สว.กว่า 300 คน ที่ห้องจูปีเตอร์ เมืองทองธานี ในวันลงคะแนน รวมถึงหลักฐานจากเฟซบุ๊กของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ที่ปลุกเร้าให้เข้ามาร่วมกันรื้อรัฐธรรมนูญที่มาจาก คสช. และนำประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ขณะที่ สว.ฝ่ายสีส้มที่ได้รับเลือกตั้ง บางรายก็ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่ามีการนัดหมายกันจริง แต่ชี้แจงว่าเป็นการดำเนินการโดยสุจริต และเกิดจากการนัดหมายกันเข้ามาด้วยอุดมการณ์เพื่อรื้อระบบที่มาจากเผด็จการ
พร้อมกันนี้ นายแก้วสรร ตั้งคำถามว่าพยานหลักฐานในลักษณะดังกล่าวจะเพียงพอให้มองเห็นเป็น “ช้างสีส้ม” ได้หรือไม่ และยังตั้งข้อสังเกตว่า หากนำพยานหลักฐานต่างๆ มาปะติดปะต่อเข้าด้วยกัน “ช้าง” ตัวจริงในคดีฮั้ว สว. อาจปรากฏตัวขึ้นได้ในที่สุด
เมื่อกล่าวถึงกรณีที่ปัจจุบันมีกฎหมายนิรโทษกรรมคดีการเมืองแล้ว นายแก้วสรร ตั้งข้อสังเกตว่า “ช้างตัวจริง” จะหายไปหรือไม่ โดยระบุว่า สิ่งที่เห็นอยู่คือความเสียหายจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้น พร้อมมองว่า การเขียนรัฐธรรมนูญให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สามารถตั้งพรรคเพื่อสืบทอดอำนาจ ได้ก่อให้เกิดความแตกแยกภายในพรรคการเมืองต่าง ๆ จนเกิดความอ่อนแอโดยทั่วไป ขณะเดียวกันมีบุคคลฉวยโอกาสเข้ามาตั้งพรรคการเมืองหรือเข้าสู่ตำแหน่ง สส.จำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังมองว่าพรรคการเมืองหนึ่งซึ่งได้ สส.เป็นอันดับ 1 กลับไม่ได้ทำงานให้ประชาชน แต่ให้ความสำคัญกับการแก้รัฐธรรมนูญ ขณะที่อีกกลุ่มหนึ่งมีลักษณะเป็นเพียงกิจการร่วมค้า รวบรวมนักการเมืองที่แตกกระจัดกระจายมาอยู่ภายใต้เสื้อสีเดียวกันเพื่อชนะการเลือกตั้ง ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ประเทศไทยจึงไม่มีพรรคการเมืองใดที่สามารถร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลและสร้างวาระแห่งชาติที่จริงจังขึ้นมาได้
สำหรับความเสียหายในทางกฎหมายจากคดีฮั้ว สว. มองว่า การเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อรองรับการเมืองในลักษณะดังกล่าว ไม่เพียงแต่กฎหมายจะทำลายการเมืองเท่านั้น แต่การเมืองก็สามารถทำลายกฎหมายได้เช่นกัน เห็นได้จากกฎหมายเลือก สว. ซึ่งเขียนขึ้นอย่างสับสนและบังคับใช้ได้ยาก เพียงแค่พูดคุยแลกเสียงกันก็อาจถือว่าผิดและฟาวล์แล้ว หรือเพียงมีชื่ออยู่ในโพยแล้วได้รับเลือกก็อาจถือว่าฟาวล์ โดยไม่สำคัญว่าจะรู้เห็นกับการกระทำดังกล่าวมากน้อยเพียงใด ทำให้ กกต. ต้องต่างคนต่าง “คลำช้าง” และวินิจฉัยกันไป
ทั้งนี้ เมื่อกระบวนการดังกล่าวถูกผนวกเข้ากับแรงกดดันทางการเมืองอย่างรุนแรง การทำงานตามกฎหมายก็อาจพังลงทั้งหมด โดยยกกรณีสำนวนของ กกต. ที่มีการรั่วไหลออกไป และถูกนำไปเผยแพร่เพื่อแทรกแซงหรือกดดันกระบวนการตัดสินในรายละเอียดแทบทุกเรื่องทุกประเด็น ก่อนทิ้งท้ายว่า จากสถานการณ์ดังกล่าว วันนี้จึงมี กกต. อยู่เต็มเมือง รวมถึงราชบัณฑิตยสภาที่เข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และในอนาคตคดีนี้อาจถึงขั้นได้เห็นศาลฎีกาเสียงข้างน้อยและเสียงข้างมากออกมาแถลงคัดค้านกันเองก็เป็นได้.