“ศศิกานต์” โฆษก รทสช. ชี้ ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่ใช่แค่เม็ดเงินลงทุน เตือนรัฐบาลอย่ารอให้สายเกินแก้ จี้เร่งออกมาตรการคุมผู้ถือหุ้น-อำนาจควบคุม ปกป้องข้อมูลคนไทย 


วันที่ 19 กันยายน 2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรองโฆษกรัฐบาล แสดงความกังวลต่อความมั่นคงทางไซเบอร์ของประเทศไทย และธรรมาภิบาลของบริษัทดาต้าเซ็นเตอร์ ท่ามกลางการพัฒนา AI และการลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว หลัง The Wall Street Journal รายงาน Gemini ซึ่งเป็น AI ของ Google สามารถเข้าถึงระบบของบริษัทเอกชน 3 แห่ง ทั้งที่ภารกิจเดิมเป็นการทดสอบกับระบบจำลอง 

โดยสาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากสภาพแวดล้อมการทดสอบเปิดให้ AI เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้ตั้งใจ ซึ่ง Google ได้ออกมายืนยันและแจ้งบริษัทที่เกี่ยวข้องและทำงานร่วมกับผู้ทดสอบเพื่อปรับปรุงกระบวนการแล้ว

 นางสาวศศิกานต์ มองว่า AI มีประโยชน์มหาศาลต่อเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศ และประเทศไทยควรเดินหน้าส่งเสริมเทคโนโลยีดังกล่าว แต่ยิ่ง AI มีความสามารถมากขึ้นเท่าใด ระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ก็ต้องพัฒนาให้ทันมากขึ้นเท่านั้น โดยเฉพาะเมื่อ AI ในอนาคตสามารถเชื่อมต่อกับระบบ Cloud, ดาต้าเซ็นเตอร์ ฐานข้อมูลของคนไทย และบริการดิจิทัลต่างๆ ได้มากขึ้น ความเสียหายจากช่องโหว่เพียงจุดเดียวอาจไม่จำกัดอยู่เฉพาะบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ทั้งนี้ สิ่งที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน คือ ธรรมาภิบาลของผู้ประกอบการ ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือ Corporate Governance เพราะต่อให้ประเทศไทยมีเทคโนโลยีป้องกันทางไซเบอร์ที่ดีเพียงใด หากบริษัทที่ถือครองหรือประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลไม่มีระบบกำกับดูแลที่โปร่งใส ตรวจสอบไม่ได้ หรือไม่มีการแบ่งแยกอำนาจและความรับผิดชอบที่ชัดเจน ความเสี่ยงต่อข้อมูลประชาชนก็ยังคงอยู่

“เราจึงต้องถามมากกว่าแค่ว่าดาต้าเซ็นเตอร์ แห่งหนึ่งมีระบบป้องกันการแฮ็กดีแค่ไหน แต่ต้องถามต่อว่า ใครเป็นเจ้าของ เอาเงินมาจากไหน มีแผนพัฒนาโปรเจคอะไร รายละเอียดเป็นอย่างไร  ใครควบคุม ใครเข้าถึงข้อมูลได้ ใครตรวจสอบ และถ้าเกิดปัญหาใครรับผิดชอบ”

“นี่คือเหตุผลว่าทำไม Cybersecurity กับ Corporate Governance ต้องเดินไปด้วยกัน” นางสาวศศิกานต์ กล่าว 

นางสาวศศิกานต์ กล่าวว่า ประเด็นที่รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างจริงจังคือ โครงสร้างผู้ถือหุ้นและการเปลี่ยนแปลงอำนาจควบคุมของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ หรือบริษัทที่ถือครองข้อมูลประชาชนจำนวนมาก เพราะบริษัทเอกชนสามารถมีการซื้อขายหุ้น เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น หรือเปลี่ยนผู้มีอำนาจควบคุมกิจการได้ภายใต้กฎหมายและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้อง

แม้ว่าประเด็นการถือหุ้นต่างชาติในธุรกิจ ดาต้าเซ็นเตอร์ กำลังเป็นหนึ่งในประเด็นด้านกฎระเบียบที่ กสทช. อยู่ระหว่างพิจารณาแนวทางปรับประเภทใบอนุญาต ซึ่งหากดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว อาจทำให้เกิดข้อกำหนดเกี่ยวกับสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติที่แตกต่างจากปัจจุบัน

“รัฐบาลรู้หรือยังว่า บริษัทที่กำลังสร้าง ดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศไทยแต่ละแห่งมีใครเป็นผู้ถือหุ้น ใครมีอำนาจควบคุม และหากบริษัทที่มีข้อมูลของคนไทยจำนวนมหาศาลอยู่ในมือ วันหนึ่งมีการขายหุ้นหรือเปลี่ยนแปลงผู้มีอำนาจควบคุมไปเป็นต่างชาติ เรามีกลไกอะไรรับประกันว่า ข้อมูลไม่ได้เปลี่ยนมือไปพร้อมกับบริษัท และข้อมูลของคนไทยจะยังได้รับการคุ้มครองภายใต้มาตรฐานเดิม” นางสาวศศิกานต์ กล่าว 

นางสาวศศิกานต์ ระบุเพิ่มเติมว่า กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ควรเร่งกำหนดมาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ สำหรับ AI และ ดาต้าเซ็นเตอร์ ควบคู่กับธรรมาภิบาล  ตั้งแต่การจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงข้อมูล การแบ่งแยกระบบทดสอบออกจากระบบจริง การตรวจสอบและบันทึกการเข้าถึงข้อมูล การกำหนดผู้รับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุ การประเมินความเสี่ยงจากบุคคลภายใน ตลอดจนมาตรการรองรับกรณีมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือผู้มีอำนาจควบคุมกิจการ

นางสาวศศิกานต์ ย้ำว่า รัฐบาลไม่ควรรอจนวันที่คนไทยต้องถามว่า ข้อมูลของฉันอยู่กับใคร และยังปลอดภัยหรือไม่ หลังจากเกิดเหตุขึ้นแล้ว การพัฒนา AI ต้องเดินหน้าควบคู่กับ Cybersecurity และผู้ที่ถือข้อมูลของประชาชนต้องมีธรรมาภิบาลที่ตรวจสอบได้ เทคโนโลยีต้องเดินหน้า แต่รัฐบาลต้องคิดให้ทันเอกชน และระบบป้องกันต้องเดินให้ทันเทคโนโลยี เรื่องข้อมูลของคนไทย เราต้องตัดไฟแต่ต้นลม

“รัฐบาลต้องคิดให้ทันเอกชน ปัญหาดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ใช่แค่เรื่องปัญหามลภาวะการใช้น้ำ-ไฟ วันนี้เอกชนคิดเร็ว ลงทุนเร็ว และเทคโนโลยีเดินเร็วมาก รัฐต้องวางกติกาให้พร้อมก่อนที่ปัญหาจะเกิด เพราะเมื่อ ดาต้าเซ็นเตอร์ กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และข้อมูลกลายเป็นทรัพย์สินสำคัญของประเทศ เราจะมองเฉพาะเม็ดเงินลงทุนไม่ได้อีกต่อไป”  นางสาวศศิกานต์ กล่าว