ปชป. จี้ รัฐบาล-กลาโหม ทบทวนประมูลเรือฟริเกต 1.7 หมื่นล้าน ส่อกลิ่นตุๆ ไร้การแข่งขัน ย้ำขอให้รักษาผลประโยชน์ประเทศ ต่อเองด้วยบริษัทคนไทย


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 19 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงความไม่ชอบมาพากลในโครงการจัดซื้อเรือฟริเกตของกองทัพเรือ ว่าพรรคประชาธิปัตย์สนับสนุนการจัดซื้อยุทโธปกรณ์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพกองทัพ แต่ต้องอยู่บนพื้นฐานของการรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติ


กองทัพเรือเคยให้คำสัตย์ไว้ในชั้นการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี ว่า โครงการจัดซื้อเรือฟริเกตครั้งนี้จะกำหนดเงื่อนไขบังคับให้มีการต่อเรือภายในประเทศไทย 100% แต่เมื่อมีการออกข้อกำหนดขอบเขตของงาน (TOR) จริง กลับลดสเปกลงเหลือ 20% ซึ่งขัดกับคำสัตย์ที่เคยให้ไว้ ซ้ำร้ายเมื่อมีอู่เรือและบริษัทเอกชนภายในประเทศถึง 4 ราย ยืนยันว่า มีความพร้อมต่อเรือในไทยได้ 100% และอีก 1 ราย พร้อมต่อเรือในไทยได้อย่างน้อย 40%  แต่ในการประมูลที่มีผู้เข้าร่วม 6 ราย บริษัทที่มีศักยภาพต่อเรือในไทยกลับถูกตัดสิทธิ์ถึง 5 ราย จนเหลือผู้ผ่านการคัดเลือกเข้าไปเปิดซองเพียงรายเดียว ทำให้ประเทศชาติหมดโอกาสในการแข่งขันประกวดราคาอย่างแท้จริง


นายพงศกร กล่าวต่อว่า ตามระเบียบของกระทรวงการคลัง หากการคัดเลือกเหลือผู้ผ่านเกณฑ์เพียงรายเดียว เปิดช่องให้ยกเลิกการประมูลและต้องเปิดประมูลใหม่ได้ เพื่อให้เกิดการแข่งขันอย่างเป็นธรรม แต่กองทัพเรือกลับอ้างเรื่องความถูกต้องตามระเบียบและความจำเป็นเร่งด่วนทางความมั่นคงเดินหน้าต่อ ทั้งที่การเปิดประมูลใหม่ใช้เวลาเพิ่มขึ้นเพียงไม่กี่เดือน แต่ผลตอบแทนที่ประเทศจะได้รับคือการสร้างอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ 100% ปลดล็อกการยืมจมูกต่างชาติหายใจ ที่ไทยเคยประสบปัญหามาแล้วทั้งกรณีเรือดำน้ำและเรือฟริเกตอีกลำ ที่เจอทั้งปัญหาเครื่องยนต์ ระบบอาวุธ และยุทโธปกรณ์ ซึ่งน่าสังเกตว่าความผิดปกติของตัวเลขสเปก TOR 20% นี้บังเอิญไปตรงกับขั้นต่ำที่บริษัทเอกชนเพียงรายเดียวที่ผ่านเข้าร่วมประมูลเสนอมาพอดี ซึ่งบริษัทนี้เคยมีประวัติส่งมอบเรือหลวงภูมิพลอดุลยเดช ที่มีปัญหาเรื่องเครื่องยนต์และยุทโธปกรณ์มาก่อน พรรคจึงเรียกร้องนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ขอให้ใช้ความกล้าในทางที่ถูกต้อง ขอให้ยกเลิกและเปิดประมูลใหม่ และเพื่อวางรากฐานทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหาร ประเทศไทยเราสามารถต่อเรือรบได้ด้วยตนเอง โดยยึดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ