“สส.สุพล” ประธาน กมธ.พลังงาน หนุนรัฐช่วยติดโซลาร์ครัวเรือน ลดภาระค่าไฟประชาชน พร้อมเร่งศึกษาไบโอดีเซล B20-B30 ลดต้นทุนพลังงาน เพิ่มรายได้เกษตรกร

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายสุพล จุลใส สส.ชุมพร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการพลังงาน สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงสถานการณ์พลังงานโลก ว่า ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันผันผวน กระทบค่าใช้จ่ายประชาชนทั้งด้านการเดินทางและภาคเกษตร ขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กำลังหาแนวทางลดภาระด้านพลังงาน โดยเฉพาะการส่งเสริมโซลาร์เซลล์ภาคครัวเรือน และศึกษาการใช้เชื้อเพลิงไบโอดีเซล

เบื้องต้นมีการจัดสรรงบประมาณ 200,000 ล้านบาท สนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ขนาด 5 กิโลวัตต์ โดยรัฐช่วยครัวเรือนละ 50,000 บาท จากค่าติดตั้งชุดละ 120,000 บาท ส่วนที่เหลือ 70,000 บาท สามารถใช้สินเชื่อธนาคารได้ จากข้อมูลเบื้องต้นการติดตั้งโซลาร์เซลล์สามารถผลิตไฟฟ้าได้เฉลี่ย 600 หน่วยต่อเดือน ช่วยลดภาระค่าไฟ โดยเฉพาะบ้านที่ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน รวมถึงครัวเรือนที่มีค่าไฟ 3,000-4,000 บาทต่อเดือน ซึ่งโครงการจะนำไฟฟ้าที่ผลิตได้มาลดค่าไฟ และส่วนที่เหลือใช้นำไปชำระสินเชื่อ เบื้องต้นคาดค่างวดละ 1,200-1,400 บาทต่อเดือน ขึ้นอยู่กับการใช้ไฟของแต่ละครัวเรือน ทั้งนี้รายละเอียดและหลักเกณฑ์ยังอยู่ระหว่างพิจารณา

นายสุพล กล่าวต่อไปว่า ประชาชนที่ไม่มีเงินก้อนสำหรับติดตั้งโซลาร์เซลล์ สามารถแจ้งความประสงค์ได้ที่การไฟฟ้าในพื้นที่ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าสำรวจความเหมาะสมของพื้นที่ก่อน หากติดตั้งได้ รัฐจะสนับสนุน 50,000 บาท และมีแนวทางให้ทำสินเชื่อโดยไม่ต้องใช้ทรัพย์สินอื่นค้ำประกัน ทั้งนี้ ระบบโซลาร์เซลล์จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ และหากผิดนัดชำระอาจมีการนำระบบโซลาร์เซลล์กลับคืน ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลต้องมีมาตรการรองรับเพื่อไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ     

พร้อมเผยด้วยว่า ขณะเดียวกัน กมธ.การพลังงาน ได้ตั้งคณะอนุ กมธ.ศึกษาแนวทางการใช้ไบโอดีเซล B20 และ B30 เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานชีวภาพในภาคขนส่ง หากผลักดันการใช้ไบโอดีเซลในระดับที่สูงขึ้นได้ จะช่วยเพิ่มความต้องการใช้ปาล์มน้ำมันและมันสำปะหลัง ช่วยสร้างรายได้ให้เกษตรกร ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเข้าถึงพลังงานทางเลือก โดย กมธ.พร้อมเสนอแนวนโยบายที่ชัดเจนต่อรัฐบาล และขอให้ประชาชนติดตามหลักเกณฑ์จากหน่วยงานรัฐ สื่อโทรทัศน์ หรือสอบถามการไฟฟ้าในพื้นที่โดยตรง เพื่อให้เข้าใจขั้นตอนและเงื่อนไขของโครงการอย่างถูกต้อง