โฆษกรัฐบาล เผยกำหนดการ “นายกรัฐมนตรีอนุทิน” เดินทางยาว 20-27 ก.ย.นี้ เยือนญี่ปุ่น ก่อนเข้าร่วม UNGA81 ณ นครนิวยอร์ก ต่อด้วยกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ


วันที่ 19 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยกำหนดการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในการเดินทางเข้าร่วมการประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 81 (The 81st Session of the United Nations General Assembly: UNGA81) ระหว่างวันที่ 20-27 กันยายน 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา พร้อมเดินทางเยือนญี่ปุ่นและสหราชอาณาจักร โดยมีกำหนดการสำคัญ ดังนี้

วันอาทิตย์ที่ 20 กันยายน 2569 

นายกรัฐมนตรีและคณะออกเดินทางจากท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว (HND) และเดินทางถึงกรุงโตเกียวในช่วงเย็น ก่อนเข้าที่พักและรับประทานอาหารค่ำ

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน 2569 

ช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีเป็นประธานการประชุมทีมประเทศไทยในญี่ปุ่น ณ โรงแรม Imperial Tokyo จากนั้นช่วงบ่ายเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติโตเกียว ไปยังท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี (JFK) นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อเดินทางถึงนครนิวยอร์ก นายกรัฐมนตรีเข้าที่พักและรับฟังการบรรยายสรุปกำหนดการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 โดยเอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก 

วันอังคารที่ 22 กันยายน 2569 

นายกรัฐมนตรีเข้าร่วมพิธีเปิดการประชุม UNGA81 และเริ่มการอภิปรายทั่วไป ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ จากนั้นพบหารือกับนาง Rebeca Grynspan ผู้สมัครตำแหน่งเลขาธิการสหประชาชาติจากคอสตาริกา ก่อนที่ช่วงบ่าย นายกรัฐมนตรีจะร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Bank of America และพบหารือกับผู้บริหารบริษัท Pacific Investment Management Company (PIMCO) ก่อนเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรองที่ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาเป็นเจ้าภาพ เนื่องในโอกาสการประชุม UNGA81

วันพุธที่ 23 กันยายน 2569 

ในช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีเดินทางไปเยี่ยมชมและพบหารือกลุ่มเล็กกับผู้บริหารบริษัท Google ณ สาขา Pier 57 ก่อนเดินทางไปพบปะชุมชนชาวไทยในนครนิวยอร์กและพื้นที่ใกล้เคียง ณ วัดพุทธไทยถาวรวนาราม จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบหารือระหว่างรับประทานอาหารกลางวัน (working lunch) กับผู้บริหารบริษัท Brookfield และช่วงบ่ายหารือทวิภาคีกับสมเด็จพระราชินีมักซิมาแห่งเนเธอร์แลนด์ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ และช่วงค่ำ นายกรัฐมนตรีพบหารือกลุ่มเล็กกับภาคเอกชน และกล่าวสุนทรพจน์ในงานเลี้ยงอาหารค่ำที่สภาธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน (U.S.–ASEAN Business Council: USABC) และหอการค้าสหรัฐฯ (U.S. Chamber of Commerce: USCC) ร่วมเป็นเจ้าภาพ

เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
เอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

วันพฤหัสบดีที่ 24 กันยายน 2569 

เริ่มจากช่วงเช้า นายกรัฐมนตรีพบหารือกับผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และร่วมลั่นระฆังเปิดการซื้อขายหลักทรัพย์ ก่อนร่วมประชุมหารือโต๊ะกลมกับนักลงทุนร่วมกับ Jefferies Group LLC จากนั้น นายกรัฐมนตรีพบหารือกับนายกรัฐมนตรีภูฏาน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย นายกรัฐมนตรีบังกลาเทศ รวมถึงพบหารือกับเลขาธิการสหประชาชาติ ณ สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ก่อนที่ในเวลา 17.00 น. นายกรัฐมนตรีจะกล่าวอภิปรายทั่วไป (General Debate) ในการประชุม UNGA81 โดยประเทศไทยมีกำหนดกล่าวเป็นลำดับที่ 8 ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ก่อนออกเดินทางจากนครนิวยอร์กไปยังกรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ในช่วงค่ำ

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน 2569 

นายกรัฐมนตรีเดินทางถึงกรุงลอนดอนในช่วงเช้า ต่อมาช่วงบ่ายจะพบปะกับนายกเทศมนตรีเขตเศรษฐกิจการค้าแห่งกรุงลอนดอน ผู้แทนธุรกิจการเงินและการบริการของสหราชอาณาจักร ประธาน Thai-UK Business Council และผู้แทนการค้า จากนั้นเข้าร่วมงานเลี้ยงรับรอง (Tea Reception) และพบหารือกับบริษัท UBS Group AG, สายการบิน Virgin Atlantic และบริษัท Rolls-Royce ตามลำดับ

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน 2569 

นายกรัฐมนตรีและคณะ จะออกเดินทางจากท่าอากาศยานลอนดอนสแตนสเต็ด (STN) ในช่วงเช้า ไปยังท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) และเดินทางถึงประเทศไทยในเวลา 07.00 น. ของวันที่ 27 กันยายน 2569

โฆษกรัฐบาล ระบุในช่วงท้ายว่า “การเดินทางครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการสำคัญทั้งการเข้าร่วมการประชุม UNGA81 การกล่าวอภิปรายทั่วไปในนามประเทศไทย พร้อมพบหารือกับผู้นำและผู้บริหารองค์การระหว่างประเทศ ตลอดจนการหารือกับภาคการเงิน นักลงทุน และภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักร ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการนำเสนอศักยภาพและทิศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดทุนไทยและเปิดโอกาสในการดึงดูดการค้า การลงทุน และเงินทุนจากต่างประเทศ ต่อยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจและธุรกิจ นำไปสู่การเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ การลงทุน การจ้างงาน และรายได้ให้แก่ประเทศไทยและประชาชนไทย”