“เอกนัฏ” เร่งเครื่องลดค่าไฟ เปิดโซลาร์หลังคาบ้าน 10,000 เมกะวัตต์ ให้ประชาชนผลิตใช้เอง–ขายคืนได้ เดินหน้า 200 หน่วยแรก 3 บาท ปลดล็อกตลาดไฟสะอาด ดันแผน PDP ใหม่ สะอาด มั่นคง เป็นธรรม


เมื่อเวลา 09.05 น. วันที่ 19 กันยายน 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ให้สัมภาษณ์ในรายการ “คุยกับ ครม.อนุทิน” โดยเปิดเผยถึงแนวทางปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ พร้อมกับหยิบเรื่องใกล้ตัวที่สุดของประชาชนคือ “ค่าไฟ” มาเป็นจุดตั้งต้น พร้อมประกาศเปลี่ยนประชาชนจากผู้ซื้อไฟอย่างเดียว ให้มีโอกาสเป็นผู้ผลิตและขายไฟจากหลังคาบ้านตัวเอง

“เที่ยวนี้เราไปไกลกว่าผลิตไฟใช้เอง เราปรับมุมมองเลยว่าให้ประชาชนเป็นเจ้าของโรงไฟฟ้า ไทยมีแสงแดดเป็นทรัพยากรอยู่แล้ว ขณะที่ต้นทุนไฟฟ้าส่วนหนึ่งผูกกับก๊าซและน้ำมันนำเข้า ซึ่งอ่อนไหวต่อสงครามและราคาตลาดโลก”

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้เตรียมกันกำลังผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์รูฟท็อป 10,000 เมกะวัตต์ไว้สำหรับประชาชนโดยเฉพาะ ต่างจากอดีตที่เมื่อพูดถึงพลังงานแสงอาทิตย์ คนส่วนใหญ่มักนึกถึงโซลาร์ฟาร์มและผู้ประกอบการรายใหญ่ พร้อมกำหนดขนาดประมาณ 5 กิโลวัตต์ต่อราย เพื่อกระจายสิทธิ์ให้ครัวเรือนทั่วประเทศ ไม่ให้กำลังผลิตไปกระจุกอยู่กับบ้านหรือผู้ลงทุนไม่กี่ราย

สำหรับปัญหาที่คนส่วนใหญ่กังวลว่ากลางวันไม่อยู่บ้าน ติดโซลาร์แล้วผลิตไฟให้ใครใช้นั้น แนวทางใหม่จะเปิดให้รัฐรับซื้อไฟส่วนที่เหลือคืน และนำมาหักเป็นส่วนลดค่าไฟในรอบเดียวกัน ทำให้ไฟที่ผลิตออกมาไม่สูญเปล่า และลดความจำเป็นในการซื้อแบตเตอรี่ราคาแพงทันที

นายเอกนัฏ ยังยกตัวอย่างการคำนวณระบบขนาด 5 กิโลวัตต์ อาจผลิตไฟได้ราว 600-700 หน่วยต่อเดือน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2,000 กว่าบาท หากเป็นครัวเรือนที่มีบิลค่าไฟอยู่ระดับใกล้เคียงกัน การติดโซลาร์จึงอาจช่วยลดภาระรายเดือนได้อย่างมาก ทั้งนี้ ผลจริงขึ้นอยู่กับการผลิตและพฤติกรรมใช้ไฟของแต่ละบ้าน

ทั้งนี้ มีอีกโจทย์ใหญ่คือเงินก้อนแรก กระทรวงพลังงานจึงมองโมเดลที่ทำให้ประชาชนไม่ต้องแบกต้นทุนทั้งหมดเอง ตั้งแต่เงินสนับสนุนบางส่วน ไปจนถึงสินเชื่อที่อาศัยรายได้จากไฟฟ้าที่ผลิตและสัญญารับซื้อเป็นฐาน เมื่อผ่อนอุปกรณ์หมดในช่วงประมาณ 7-10 ปี แผงโซลาร์ก็จะกลายเป็นสินทรัพย์ของครัวเรือนเต็มตัว 

ขณะเดียวกัน แนวทางนี้ต้องทำควบคู่กับการลดขั้นตอนอนุญาต จากเดิมต้องติดต่อหลายหน่วยงาน เหลือการประสานผ่านการไฟฟ้าฝ่ายจำหน่าย พร้อมพัฒนาแบบฟอร์มออนไลน์ โดยกรณีติดตั้งเพื่อใช้เองไม่ขายไฟคืน ตั้งเป้าให้ตรวจรับได้ประมาณ 1 สัปดาห์ ส่วนกรณีขายคืน จะพยายามให้เสร็จไม่เกิน 1 เดือน

“สิ่งสำคัญที่รัฐจะต้องดูคือคุณภาพมาตรฐานการติดตั้ง โดยก่อนเชื่อมระบบ การไฟฟ้าฯ จะตรวจอุปกรณ์ สายไฟ ระบบติดตั้ง และ Smart Meter เพื่อป้องกันปัญหาไฟไหม้และความเสี่ยงจากอุปกรณ์ไม่ได้มาตรฐาน ขณะเดียวกันยังเปิดตลาดงานใหม่ให้ช่างไฟ ช่างติดตั้ง และผู้ดูแลระบบโซลาร์ทั่วประเทศ” 

ส่วนกรณีเบื้องหลังต้นทุนในบิลค่าไฟ นายเอกนัฏ ระบุว่า ต้นทุนไฟสาธารณะหรือไฟทางถูกนำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟมานาน 30-40 ปี คิดเป็นภาระประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี ทั้งที่ผู้ใช้ไฟทั่วไปไม่เห็นรายการดังกล่าวปรากฏในบิลโดยตรง ซึ่งไฟสาธารณะไม่ควรเอามาใส่บิลค่าไฟของประชาชนแบบที่ทำมา 30 ปี ควรแยกออกไป โดยรัฐบาลได้ดึงภาระส่วนนี้ออกจากโครงสร้าง และดำเนินมาตรการค่าไฟบ้าน 200 หน่วยแรกในอัตรา 3 บาทต่อหน่วยแล้ว เพื่อลดภาระครัวเรือนโดยตรง

อย่างไรก็ตาม เรื่องค่าไฟและโซลาร์เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP ฉบับใหม่ ที่กำลังจะออกมา โดยวาง 3 เป้าหมายคือ “สะอาดที่สุด มั่นคงที่สุด และเป็นธรรมที่สุด” ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจากปัจจุบัน 20 % กว่าๆ ให้เข้าใกล้ 50% ภายใน 10 ปี และไม่ต่ำกว่า 65% ในระยะยาว

ทางด้านความมั่นคง แผน PDP ใหม่จะวางกำลังผลิตก๊าซให้สอดคล้องกับก๊าซที่ไทยผลิตเองได้จากอ่าวไทย พื้นที่บนบก แหล่งใหม่ และก๊าซจากประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมลดการพึ่งพา LNG ตลาด Spot ที่ราคาผันผวนรุนแรงเมื่อเกิดสงคราม หันมาทำสัญญาระยะยาวเพื่อให้ต้นทุนถูกลงและนิ่งขึ้น

นายเอกนัฏ กล่าวต่อไปว่า ต้องไม่ปล่อยให้แผนไฟฟ้าเป็นเรื่องของกลุ่มทุนเท่านั้น รัฐบาลจึงกัน 10,000 เมกะวัตต์ไว้ให้ประชาชน พร้อมเปิดตลาดซื้อขายไฟสะอาดให้ภาคอุตสาหกรรมเลือกซื้อไฟโดยตรงจากผู้ผลิตที่เสนอคุณภาพและราคาที่เหมาะสม ลดข้อจำกัดเดิมที่เคยกำหนดเพดานตลาดไว้ โดยแผนจะต้องเป็นธรรมกับคนที่ต้องการผลิตไฟขาย และเป็นธรรมกับผู้บริโภค เพราะเขาได้ช้อปเองว่าใครผลิตคุณภาพดีที่สุด ราคาถูกที่สุด ก็ไปซื้อจากคนนั้น

ในช่วงท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เผยอีกว่า แผนใหม่ยังเปิดช่องไว้สำหรับเทคโนโลยีอนาคต ทั้งไฮโดรเจน Geothermal, Solid Oxide Fuel Cell รวมถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก SMR โดยแนวคิดของกระทรวงคือเตรียมหลักเกณฑ์ ความปลอดภัย และระบบรองรับไว้ก่อน หากเทคโนโลยีพร้อมในวันข้างหน้า ไทยจะไม่ต้องเริ่มทำการบ้านใหม่ตั้งแต่ศูนย์

“ทุกการปรับโครงสร้างย่อมกระทบผลประโยชน์เดิม แต่รัฐบาลจะยึดประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก โดยเฉพาะค่าไฟที่ประชาชนต้องจ่ายทุกเดือน เอา 10,000 เมกะวัตต์ไปให้ประชาชน กระทบแน่นอน แต่เราเอาประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก และจะทำเรื่อยๆ”