ไม่ยอมให้ประเทศไทยกลายเป็นที่ทิ้งขยะอันตรายของใคร รัฐบาลขยายผลขยะอิเล็กทรอนิกส์ข้ามชาติ จาก “เปิดตู้” สู่ “ไล่เครือข่าย” ตรวจบัญชีเบื้องต้น 825 ตู้ ย้ำตรวจตามหลักฐาน–ไม่เหมารวมว่าผิดทั้งหมด


วันที่ 18 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าป้องกันไม่ให้ประเทศไทยเป็นทางผ่านหรือปลายทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายจากต่างประเทศ โดยยกระดับการทำงานจากการตรวจสินค้าเป็นรายตู้ ไปสู่การขยายผลตลอดเส้นทาง ตั้งแต่ผู้ส่งออกในต่างประเทศ ใบขนสินค้า ผู้นำเข้า ปลายทางรับของเสีย ไปจนถึงเส้นทางการเงิน เพื่อให้การดำเนินคดีไปถึงผู้เกี่ยวข้องที่แท้จริงตามพยานหลักฐาน


ความคืบหน้าดังกล่าวเกิดขึ้นหลังนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานการตรวจตู้สินค้าต้องสงสัย ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) บูรณาการร่วมกับกรมศุลกากร กรมควบคุมมลพิษ กรมโรงงานอุตสาหกรรม จังหวัดชลบุรี หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย องค์กรระหว่างประเทศ และภาคีที่เกี่ยวข้อง รวม 18 หน่วยงานและองค์กร เพื่อตรวจสอบการนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศที่อาจไม่เป็นไปตามกฎหมายและพันธกรณีที่เกี่ยวข้อง


นางสาวลลิดา กล่าวว่า การตรวจครั้งล่าสุดสะท้อนหลักสำคัญว่า “อายัดเพื่อตรวจสอบ ไม่ได้แปลว่าผิด” โดยจากเป้าหมายเปิดตรวจ 10 ตู้ สามารถตรวจได้ 9 ตู้ เนื่องจากอีก 1 ตู้ไม่มีผู้แทนบริษัทมาแสดงตัว ผลปรากฏว่า 3 ตู้จากโปแลนด์ อังกฤษ และนิวซีแลนด์ สำแดงถูกต้องและไม่พบการปนเปื้อน ขณะที่อีก 6 ตู้จากสหรัฐอเมริกา ซึ่งสำแดงเป็นเศษและของที่ใช้ไม่ได้ที่เป็นอะลูมิเนียม ตรวจพบขยะอิเล็กทรอนิกส์ปะปน จึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายและขยายผลต่อไป


“รัฐบาลจะไม่หยุดแค่เปิดตู้แล้วพบของผิด แต่ต้องไล่ต่อว่าใครส่ง ใครนำเข้า ของไปที่ไหน และเงินไปทางใด เพื่อให้ถึงต้นตอของเครือข่าย ขณะเดียวกัน ต้องยึดหลักฐานเป็นสำคัญ ตู้ที่อยู่ในบัญชีตรวจสอบหรือตู้ที่ถูกอายัด ยังไม่เท่ากับตู้ที่พิสูจน์แล้วว่ากระทำผิด” นางสาวลลิดา กล่าว


สำหรับตู้สินค้า 50 ตู้ที่ DSI ขอให้กรมศุลกากรอายัดเพิ่มเติม เป็นการอายัดเพื่อการตรวจสอบและขยายผล ไม่ใช่ข้อสรุปว่าผิดทั้งหมด โดยการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นพบว่า 19 ตู้เป็นตู้ที่ตรวจพบความผิดและมีการดำเนินการไว้แล้ว ขณะที่ 14 ตู้ไม่พบข้อมูลการนำเข้ามาในราชอาณาจักร ส่วนที่เหลือมีสถานะแตกต่างกันและต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี


ขณะเดียวกัน DSI อยู่ระหว่างขยายผลจากบัญชีเบื้องต้นประมาณ 825 ตู้ที่คาดว่าเคยนำเข้าประเทศไทย หลังที่ผ่านมาได้ตรวจพิสูจน์ตู้ต้องสงสัยและพบความผิดแล้ว 151 ตู้ โดยข้อมูลเบื้องต้นเชื่อมโยงกับบริษัทผู้ส่งออกจากสหรัฐอเมริกา 7 บริษัท และบริษัทผู้นำเข้าในประเทศไทย 16 บริษัท ทั้งนี้ ตัวเลข 825 ตู้และรายชื่อบริษัทที่ปรากฏในข้อมูลเป็นขอบเขตของการสืบสวน ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่าตู้หรือบริษัททั้งหมดกระทำผิด


นางสาวลลิดา กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วง 11 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจับกุมคดีด้านสิ่งแวดล้อมรวม 187 คดี ของกลางน้ำหนัก 9.67 ล้านกิโลกรัม มูลค่ากว่า 234.4 ล้านบาท แบ่งเป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์ประมาณ 2.7 ล้านกิโลกรัม ของเสียอันตรายประมาณ 6.6 ล้านกิโลกรัม และเศษพลาสติกประมาณ 300,000 กิโลกรัม ซึ่งเป็นผลการดำเนินงานสะสมในช่วง 11 เดือน ไม่ใช่ผลจากการเปิดตรวจตู้สินค้าครั้งล่าสุดเพียงครั้งเดียว


“เป้าหมายคือไม่ให้ประเทศไทยกลายเป็นที่ทิ้งขยะอันตรายของใคร การตรวจต้องไปให้ถึงต้นทาง ปลายทาง และเส้นทางเงิน แต่ทุกขั้นตอนต้องอยู่บนหลักฐาน ไม่เหมารวม ไม่กล่าวหาบุคคลหรือบริษัทก่อนผลการสอบสวน เพื่อให้ทั้งการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และการบังคับใช้กฎหมายเดินไปพร้อมกัน” นางสาวลลิดา กล่าว