“อาสพลธ์” เผยคดีทุจริตสอบท้องถิ่น พ้นตำแหน่งแล้วเกือบ 4,000 ราย จ่อฟันล็อตแรก ต.ค.นี้ ลุยอายัดทรัพย์กว่า 320 ล้านบาท เตรียมสอบขยายผล 110 เครือข่ายนายหน้าทั่วประเทศ

 

วันที่ 17 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายอาสพลธ์ สรรณ์ไตรภพ ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(กมธ. ป.ป.ช.) สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยถึงผลการประชุมคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช.ว่า ที่ประชุมได้เชิญผู้แทนอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ผู้แทนอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผู้แทนผู้บังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ พร้อมด้วยผู้กำกับการ 3 กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาให้ข้อมูลความคืบหน้าเกี่ยวกับคดีทุจริตสอบท้องถิ่น

 

โดยทางผู้แทน สถ. รายงานว่าได้พบความผิดปกติในการประมวลผลและแก้ไขคะแนนสอบ 5,925 ราย และตรวจสอบผู้เกี่ยวข้องรวม 14,988 ราย ผลการดำเนินการมีผู้คงการบรรจุ 11,048 ราย แก้ไขการบรรจุ 71 ราย และ ผู้ได้รับการบรรจุจากกรณีแก้ไขคะแนน รวม 3,869 ราย พ้นจากตำแหน่งแล้วทั้งหมด แบ่งเป็น สอบไม่ผ่าน แต่แก้คะแนนให้ผ่าน 3,402 ราย สอบผ่าน แต่คะแนนเดิมมีลำดับไม่ถึงคิวบรรจุ 467 ราย จากนี้จะเรียกบรรจุทดแทนตามหลักเกณฑ์ ส่วนคดีอาญาและคดีแพ่งยังดำเนินต่อไป ไม่ได้ยุติเพราะพ้นจากตำแหน่ง

 

นายอาสพลธ์ กล่าวว่า ป.ป.ช. คาดว่าจะเริ่มแจ้งข้อกล่าวหาชุดแรกปลายเดือนตุลาคม 2569 ในส่วนข้าราชการกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) และผู้เกี่ยวข้องใน กสถ. ก่อนทยอยดำเนินการกับกลุ่มอื่นๆ เช่น นายหน้า เครือข่ายนายหน้าสายหลักที่อยู่ระหว่างตรวจสอบมี 110 สายทั่วประเทศ สอบปากคำสายหลักแล้ว 55 สาย และสายรองแล้ว 23 สาย โดย ป.ป.ช. ระบุว่า ขณะนี้ไม่ได้กันผู้เกี่ยวข้องในคดีทั้ง 6,000 กว่ารายไว้เป็นพยาน ในส่วนของ DSI และตำรวจ ปปป. ที่ประชุมได้รับรายงานว่า สำนวนจากการสอบปากคำในจังหวัดศรีสะเกษ รวมถึงกรณีศาลออกหมายจับนายหน้าศรีสะเกษ 2 ราย ได้ส่งสำนวนคดีให้ ป.ป.ช. แล้ว เมื่อวันที่ 31 ส.ค. และ 15 ก.ย. 2569

 

ส่วนผู้แทนเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้รายงานความคืบหน้าการดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับคดีรวม 108 รายการ มูลค่าประมาณ 320.8 ล้านบาท ซึ่งครอบคลุมอสังหาริมทรัพย์ เงินสด และบัญชีธนาคารต่าง ๆ ของบุคคลประมาณ 20 ราย (แบ่งเป็นผู้ต้องหา 11 ราย ผู้เกี่ยวข้อง 7 ราย และอื่น ๆ) โดยอยู่ระหว่างเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่และผู้เกี่ยวข้องชี้แจงที่มาของทรัพย์สิน ก่อนจะเสนอคณะกรรมการธุรกรรมส่งสำนวนให้อัยการยื่นศาลแพ่งราวปลายเดือนพ.ย. ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง. ได้ดำเนินการการตรวจสอบเส้นทางการเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องใช้พยานหลักฐานทางอาญาประกอบร่วมกับสำนวนของ สำนักงาน ป.ป.ช. และจากการตรวจสอบ ณ เวลานี้ ยังไม่พบความเชื่อมโยงโดยตรงกับนักการเมืองระดับประเทศ