เป็นบัญชีม้าอาจถูกตัดสิทธิบัตรทอง กระทรวงดีอี ถกคลัง หาบทลงโทษเพิ่ม ยอมขายบัญชีธนาคารเพื่อแลกกับเงิน อาจถูกตัดสิทธิไม่ให้รับสวัสดิการรัฐ เช่น สิทธิบัตรทอง 30 บาท
วันที่ 17 กันยายน 2569 น.ส. แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยหลังการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ภายใต้พ.ร.ก.มาตรการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พ.ศ. 2566 ว่า ที่ประชุมในวันที่ 17 ก.ย. 2569 ซึ่งมีนายเพิ่มพูน ชิดชอบ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี น.ส.ชมภารี ชมภูรัตน์ รองปลัดกระทรวงดีอี พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน รองผู้บัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (รอง ผบช.สอท.) นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมทั้งตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อหารือและอัปเดตแนวทางแก้ปัญหาบัญชีม้าและการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี
“ที่ประชุมได้หารือกันในหลากหลายประเด็น รวมทั้งปัญหาการถูกหลอกลวงของนักศึกษา ซึ่งกำลังเป็นกลุ่มเป้าหมายใหม่ของโจรแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ส่วนใหญ่หลอกว่าจะให้ทุน ให้เช่าหอพัก ทั้งที่นักศึกษาเป็นวัยที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีมากที่สุด แต่ความคุ้นเคยไม่ได้หมายความว่าจะไม่ถูกหลอกหรือมีภูมิคุ้มกันมากพอ การสื่อสารให้เกิดการตระหนักรู้ อาจไปไม่ถึงกลุ่มนี้ เพราะน่าจะเลือกรับเฉพาะข้อมูลที่สนใจ จึงเห็นควรให้มีการยกระดับการสื่อสารให้ชัดเจน ตรงเป้ามากขึ้น”
ที่ประชุมได้เห็นชอบยกระดับการสื่อสาร เพื่อการตระหนักรู้ภัยไซเบอร์ โดยให้ทำออกมาในรูปของไกด์ไลน์ เข้าใจง่าย กระชับ สื่อสารในลักษณะรวมศูนย์ แทนที่แต่ละหน่วยงานจะต่างคนต่างรณรงค์ ทำให้ไม่ได้ผลเท่าที่ควร นอกจากนั้นยังให้กลับไปใช้การสื่อสารแบบดั้งเดิมผ่านกรมการปกครอง ซึ่งมีการประชุมระดับจังหวัด อำเภอ และระดับผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งคาดว่าจะเข้าถึงประชาชนในต่างจังหวัดได้ 60-70%
น.ส.แนน กล่าวอีกว่า จากการดูจำนวนบัญชีม้า แม้จะลดลงแต่ยังไม่มากพอ จึงได้คิดหามาตรการลงโทษบัญชีม้าเพิ่มเติม โดยได้หารือกับตัวแทนจากกระทรวงการคลัง ศึกษาแนวทางตัดสิทธิสวัสดิการที่ได้จากภาครัฐ สำหรับคนที่ถูกพิสูจน์ทราบและตัดสินว่าเป็นบัญชีม้า นอกเหนือจากการรับโทษตามกฎหมาย
“หากยังยอมขายบัญชีธนาคารเพื่อแลกกับเงิน คนเหล่านี้ไม่ควรได้รับสวัสดิการจากภาครัฐซึ่งมีเป็นร้อยรายการ โดยอาจรวมถึงสิทธิในการเข้ารักษาพยาบาลบัตรทอง 30 บาทด้วย”