“สส.เชน” เสนอร่าง พ.ร.บ.ความรุนแรงในครอบครัวฯ ฉบับพรรคเพื่อไทย   ชูหลักยึดเหยื่อเป็นศูนย์กลาง คุ้มครองรวดเร็วใน 72 ชั่วโมง พร้อมสั่งห้ามไกล่เกลี่ยคดีละเมิดเพศและเด็กโดยเด็ดขาด


วันที่ 17 ก.ย.2569 ที่รัฐสภา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ได้นำเสนอ “ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว” เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร โดยชี้ให้เห็นว่ากฎหมายฉบับเดิมมีบทบัญญัติที่ล้าสมัย ขาดกลไกประเมินความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพ และเน้นการประนีประนอมมากกว่าความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำ นายยศชนัน ได้กล่าวย้ำถึงหลักการและเหตุผลในการเสนอร่างกฎหมายฉบับนี้ว่า เพื่อให้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำเป็นศูนย์กลาง และเพื่อเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล สมควรปรับปรุงกฎหมายฉบับนี้ให้ครอบคลุม ทันสมัย และมีกระบวนการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น


ในการอภิปราย นายยศชนัน ได้หยิบยกข้อมูลจากรายงานของ OECD (Access to justice and the economic implications of crime and violence in Thailand) ที่ระบุว่า ต้นทุนรวมต่ออาชญากรรมและกระบวนการยุติธรรมในไทยมีมูลค่ามหาศาลถึง 9.73 แสนล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 5.6 ของ GDP สิ่งที่น่าตกใจคือ ภาระทางเศรษฐกิจมากกว่าครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 51) ต้องตกอยู่ที่เหยื่อและครอบครัว โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัวและการล่วงละเมิดทางเพศนั้น ถือเป็น “วิกฤตเงียบ” ที่สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจถึง 2.79 แสนล้านบาทต่อปี ซึ่งตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง


ซึ่ง นายยศชนัน สะท้อนปัญหาดังกล่าวว่า “สถิติอย่างเป็นทางการนี้ไม่สามารถที่จะบอกเราได้ทุกสิ่งทุกอย่าง วันนี้ถ้าเรามาดูอัตราที่ได้รับการรายงานจากหน่วยงานเป็นทางการ อัตราเพียง 4.1 ต่อ 100,000 คน หมายความว่ายังไงครับ ความจริงแล้วเกิดเหตุเยอะมาก แต่ว่าเนื่องจากความอับอายก็เลยไม่กล้าที่จะสามารถที่จะบอกได้ว่าทุกคนเป็นผู้ถูกกระทำ”


สาระสำคัญของการปรับปรุงกฎหมายในครั้งนี้ คือการขยายนิยามความรุนแรงให้ครอบคลุมมิติใหม่ๆ ได้แก่ “ความรุนแรงทางเศรษฐกิจ” (เช่น การกีดกันการทำงาน หรือไม่ให้ค่าใช้จ่ายดำรงชีพ) และ “ความรุนแรงทางเพศ” (การคุกคามล่วงละเมิดโดยปราศจากความยินยอม)

นอกจากนี้ ยังได้วางระบบการคุ้มครองอย่างรวดเร็ว โดยกำหนดให้ต้องมีการแต่งตั้ง “ผู้จัดการรายกรณี” (Case Manager) ภายใน 72 ชั่วโมง และสามารถแยกผู้ถูกกระทำเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยโดยไม่ต้องรอให้มีการฟ้องร้องคดี


โดย นายยศชนัน อธิบายถึงข้อดีของระบบดังกล่าวว่า “พนักงานเจ้าหน้าที่เอง มีความจำเป็นต้องแต่งตั้งผู้จัดการรายกรณี... ภายใน 72 ชั่วโมง ทีนี้เรื่องนี้ดียังไงครับ ปกติแล้วเราคงไม่อยากไปเล่าเรื่องนี้ซ้ำ ๆ เวลาเจอคนนี้ก็ต้องเล่าต่อ เจอคนนี้ก็ต้องเล่าต่อ เพราะฉะนั้น คน ๆ ควรจะมีผู้จัดการรายกรณี ซึ่งผู้จัดการรายกรณี ก็จะเป็นคนที่ประเมินผลในเรื่องเกี่ยวกับความรุนแรง”


อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เป็นหัวใจสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ คือการจัดระดับความเสี่ยง (ต่ำ, ปานกลาง, สูง) เพื่อออกคำสั่งคุ้มครองสวัสดิภาพให้เหมาะสม และที่สำคัญคือการยุติวัฒนธรรมการบังคับประนีประนอมในคดีร้ายแรง โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามไกล่เกลี่ยโดยเด็ดขาด ซึ่งนายยศชนัน ได้อภิปรายเน้นย้ำว่า “เรื่องการไกล่เกลี่ยที่ไม่ใช่ให้ทางออกเสมอ ในบางเรื่องเนี่ยที่เป็นความรุนแรงทางเพศ เรื่องเกี่ยวกับความรุนแรงผู้ถูกกระทำในเด็ก เรื่องเนี้ยห้ามไกล่เกลี่ยโดยเด็ดขาด ยอมไม่ได้”


ท้ายที่สุด ร่างกฎหมายฉบับนี้ยังได้กำหนดให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นแกนหลักในการสร้างระบบฐานข้อมูลระดับประเทศ เพื่อนำไปสู่นโยบายการแก้ปัญหาบนฐานข้อมูลจริง (Data-Driven Policy) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนผ่านระบบความคิดครั้งสำคัญของสังคมไทย “จากแนวคิดเดิมที่เรามองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัวในครอบครัว ความจริงแล้วเรื่องนี้คือวิกฤตของเศรษฐกิจและสังคม”นายยศชนัน กล่าว