“สาทิตย์” จวกยับทำลายตัวเองคดีฮั้ว สว. ชี้ 4 กกต. ผลัดเกาหลัง สว.น้ำเงิน ตัดตอนเพื่อตัดจบ สังคมฝากความหวัง “DSI-ศาลฎีกา” “รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน งบปราบโกงค้างกว่า 60% คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี
เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 16 กันยายน 2569 นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวอภิปรายตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในวาระรับทราบรายงานผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ประจำปี 2567 และ 2568 ต่อสภาผู้แทนราษฎร ตอนหนึ่ง ว่า ตนขอเรียกเป็นรายงาน กกต. ฉบับเจ้าปัญหา คือฉบับรายงานปี 2567 ซึ่งเป็นปีที่มีการเลือกตั้ง สว. กับฉบับปี 2568 ซึ่งเป็นปีที่มีการเลือกตั้งท้องถิ่น ที่เข้าสู่วาระการพิจารณาของสภาฯ เสียที หลังจากผ่านกระบวนการยื้อ ดึงกันมาตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา
สำหรับสถานะของรายงานฉบับนี้ ก่อนวันที่ 14 กันยายน มีความพยายามไม่ให้รายงานฉบับนี้ได้รับการพิจารณา อาจจะเพราะว่า มีบางฝ่ายที่กำลังจะคิดที่จะปกป้องผลประโยชน์ของส่วนตัวโดยอาศัยมือของ กกต. ก็เป็นได้ แต่หลังวันที่ 14 กันยายนไปแล้ว เมื่อผลประโยชน์เหล่านั้นจบลง เขารอดตัวไป คราวนี้เหลือแต่ กกต. เท่านั้น วันนี้สถานะของ กกต. น่าเป็นห่วงมากกับวิกฤติศรัทธาองค์กรเพราะเกราะที่เคยเป็นกำบังท่านได้พังทลายลงแล้ว จากคำวินิจฉัยเรื่องคดีฮั้ว สว. จากความรู้สึกสะสมของสังคมนี้ที่มีต่อ กกต. ที่ทำงานมาตลอด 20 กว่าปี ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินเกือบ 1แสนล้านบาท จากความเชื่อมั่นและศรัทธาในความสุจริต และเที่ยงธรรมของ กกต.ยุคแรกถึงปัจจุบัน ที่ตกต่ำลงจนมาพังทลายลงในการส่งฟ้องคดีโกงฮั้ว สว. เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา
ชี้ 4 กกต. ผลัดเกาหลัง สว.น้ำเงิน ตัดตอนเพื่อตัดจบ
นายสาทิตย์ กล่าวต่อไปว่า กกต. ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยความตั้งใจให้จัดการเรื่องการทุจริตการซื้อเสียง ก่อนมี กกต. มีการแจกปลาทู มีแจกรองเท้าคนละข้าง จนถึงแจกเงิน 120 บาทซื้อเสียงเลือกตั้ง จนการซื้อเสียงทวีความรุนแรงมากขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ 500 บาท 1,000 บาท 3,000 บาท 5,000 บาท ถึง 10,000 บาท คือความเป็นจริง แต่ กกต. ทำอะไรไม่ได้เลย ล่าสุดถึงขั้นซื้อกรรมการประจำหน่วย (กปน.) ในการเลือกตั้ง สส. แต่สิ่งที่ทำให้พังทลายที่สุด คือ กระบวนการฮั้ว สว. ที่มีการใช้ทั้งอิทธิพล ใช้อำนาจการเมือง และใช้เงินซื้อ กับกระบวนการจัดตั้งแทรกแซงในทางการเมืองเข้ามาจัดการ โดยที่ กกต. ไม่สามารถจะจัดการอะไรได้เลย
สังคมติดตามมาตลอดเวลา 2 ปี ต้องมาช็อตฟิลของคนทั้งประเทศกับมติส่งฟ้องฮั้ว สว. ทำให้ความเชื่อมั่นและศรัทธาของสังคมจบลงแล้วกับ กกต. เมื่อประชาชนทั้งประเทศไม่เชื่อถือ หมดศรัทธา จากนี้ไป กกต. จะจัดการ ดำเนินการอะไรอย่างไร สังคมไม่เชื่อถือแล้ว มติส่งฟ้องฮั้ว สว. เมื่อ 14 กันยายน ท่ามกลางขบวนการทุจริต โกงที่ใหญ่โต กกต. เสียงข้างมากที่ 4 คน ที่มาจากการเลือกของ สว. ที่ถูกกล่าวหาเสียเอง สังคมเรียกว่าเป็นการตัดตอนเพื่อตัดจบไม่ให้สาวไปถึงตัวการใหญ่ของขบวนการฮั้ว สว. ขณะที่ กกต. เสียงข้างน้อย ที่กล้าหาญออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง สังคมให้ความชื่นชม ที่สังคมมีความรู้สึกว่า นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง
สังคมฝากความหวัง “ดีเอสไอ-ศาลฎีกา” แนะคน กกต.ออกมาแฉฟื้นศรัทธา
“กรณีฮั้ว สว. กลายเป็นฟางเส้นสุดท้าย แม้วันนี้ กกต. จะส่งสำนวนไปศาลฎีกาแล้ว คนไทยไม่ได้คาดหวังในตัวของ กกต. อีกต่อไป แต่มีความหวังที่ DSI จะเดินหน้าคดีนี้ต่อ โดยที่ กกต. จะถูกครหาต่อว่า แม้ DSI จะส่งสำนวนของ DSI ให้ กกต. ทาง กกต. อาจปฏิเสธไม่รับสำนวนจาก DSI ทั้งที่เป็นเรื่องคดีเรื่องฟอกเงินกับอั้งยี่ ที่สอดรับกับเรื่องขบวนการในการฮั้ว สว. เช่นเดียวกัน
DSI ก็กำลังถูกจับตามองว่า ถ้า DSI เดินหน้าคดีนี้ต่อ อาจถูกแทรกแซงทางการเมืองซ้ำรอยอีกหรือไม่ เรื่องนี้จะเป็นภาคต่อที่สังคมต้องติดตาม เมื่อสังคมไม่เชื่อถือ กกต. เขาจะฝากความหวังไว้ศาลฎีกา เพราะในระเบียบของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ข้อ 39 ระบุไว้ชัดเจนว่า ศาลฎีกาจะใช้ระบบการไต่สวน และอาจจะมีการเรียกผู้อื่นในส่วนที่เกี่ยวข้องมาดำเนินการเพิ่มเติมได้ พรรคประชาธิปัตย์จึงเรียกร้อง กกต. ว่าจะต้องส่งสำนวนที่อนุฯ ชุดที่ 26 ทำมาทั้งหมดให้ศาลฎีกา อย่าตัดตอนเอาเฉพาะคนที่ถูกฟ้อง 77 คนอีก เพราะศาลฎีกามีอำนาจในการที่จะเรียกพยาน หลักฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพิ่มเติมได้”
นายสาทิตย์ ระบุอีกว่า กกต. จะต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอนาคต ที่จะเปลี่ยนแปลงในตอนร่างรัฐธรรมนูญ จะต้องมีการทลายโครงสร้าง กกต. ทั้งการสรรหา, เปลี่ยนแปลงอำนาจที่มี เพราะ กกต. เป็นประตูคัดคนเข้าสู่อำนาจของประเทศนี้ แต่มันบิดเบี้ยวจากการถูกทำลายหลักการประชาธิปไตย ที่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล กกต. ก็หนีไม่พ้นเรื่องนี้ แต่ก่อนที่ศาลฎีกาจะเปิดการไต่สวนและตัดสินในคดีนี้ คนในองค์กร กกต. ยังมีโอกาส ใครในองค์กร กกต. ที่รับรู้เรื่องราวของอำนาจภายนอก ที่เข้ามาแทรกแซง ครอบงำ ชี้นำการตัดสินใจ ออกมาแฉ ออกมาเปิดเผยความจริง อย่างที่ กกต. เสียงข้างน้อยออกมาพูดความจริงกับสังคมนี้ซึ่งน่าชื่นชม จะทำให้สังคมไทยเห็นว่า คนใน กกต. ยังมีคนที่มีความกล้าหาญทางจริยธรรม มีความเที่ยงธรรมในใจ ที่จะรักษาเกราะกำบังของ กกต. เอาไว้ได้
ดังนั้นรายงานของ กกต. ทั้ง 2 ฉบับ จึงไม่น่าเชื่อถือจากผลงาน มีหน้าหนึ่งในรายงานปี 2568 ของสำนักงาน กกต. ระบุว่าผ่านการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดย ป.ป.ช. อยู่ในระดับ 93.47% มันเป็นไปได้อย่างไร ถ้าผ่านการประเมินระดับนี้ แล้วผลการทำงานของท่านคือการตัดจบตัดตอนคดีฮั้ว สว. แบบนี้ สวนทางกันหรือไม่ คนใน กกต. ต้องสวมหัวใจสิงห์ ออกมาแฉว่าใครเข้าไปแทรกแซงคดีฮั้ว สว. หรือไม่ วันนั้นท่านจะกอบกู้ศรัทธาองค์กรได้บางส่วน
“รัดเกล้า” ชำแหละผลงาน กกต. งบปราบโกงค้างกว่า 60% คดีสอบสวนพุ่ง 1,564 คดี
ทางด้าน นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สส.แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายว่า ขอขอบคุณ กกต. เสียงข้างน้อยทั้ง 2 ท่าน โดยเฉพาะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ที่ออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติให้ประชาชนได้รับทราบอย่างชัดเจน เพราะการเปิดเผยเหตุผลอย่างตรงไปตรงมาเป็นสิ่งสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ โดยเมื่อพิจารณารายงานผลการดำเนินงานและการใช้จ่ายงบประมาณของ กกต. ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีประเด็นที่น่าเป็นห่วงเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดำเนินงาน โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ที่ 1 ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญขององค์กร คือ การเร่งรัดพัฒนาการเมืองบนฐานการเลือกตั้งสุจริต เที่ยงธรรม
ในปีงบประมาณ 2567 กกต. อนุมัติงบดำเนินการในยุทธศาสตร์ที่ 1 จำนวน 51.35 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียง 20.48 ล้านบาท หรือ 39.88% ขณะที่ปีงบประมาณ 2568 งบประมาณในยุทธศาสตร์ดังกล่าวลดลงเหลือ 36.19 ล้านบาท แต่เบิกจ่ายจริงเพียง 15.14 ล้านบาท หรือ 41.8% เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนคำถามสำคัญว่า ในขณะที่รูปแบบการทุจริตเลือกตั้งมีความซับซ้อนมากขึ้น กกต. สามารถนำงบประมาณที่ได้รับจัดสรรไปใช้ในการป้องกันและปราบปรามการทุจริตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพแล้วหรือไม่ เพราะงบประมาณที่ได้รับจัดสรรแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ย่อมต้องถูกตั้งคำถามถึงผลสัมฤทธิ์ของการใช้งบประมาณ
นอกจากนี้ ยังพบปัญหางานค้าง ต่อเนื่อง โดยในปี 2567 มีโครงการที่ดำเนินการไม่แล้วเสร็จและต้องยกยอดข้ามปี 7 โครงการ 9 กิจกรรมหลัก คิดเป็นงบประมาณกว่า 28.4 ล้านบาท ขณะที่ในปี 2568 ยังมีอีก 4 โครงการ 5 กิจกรรมที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลา “เรื่องที่น่ากังวลไม่ได้มีเพียงงบประมาณที่เบิกจ่ายไม่เต็มประสิทธิภาพ แต่ยังมีงานค้างสะสม และเมื่อเป็นองค์กรที่มีภารกิจโดยตรงในการกำกับดูแลการเลือกตั้ง ความล่าช้าของกระบวนการจึงมีผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนโดยตรง”
พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ยังตั้งข้อสังเกตถึงจำนวนคดีที่ กกต. ต้องดำเนินการ ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี 2567 มีคดีค้างสะสม 394 คดี และคดีอาญาที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนจำนวน 162 คดี แต่ในปี 2568 จำนวนคดีที่ กกต. ต้องดำเนินการตลอดทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 1,938 คดี ขณะที่คดีที่อยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นเป็น 1,564 คดี หรือเพิ่มขึ้นเกือบ 10 เท่าจากตัวเลข 162 คดีในปีก่อนหน้า
“แน่นอนว่าส่วนหนึ่งต้องพิจารณาบริบทของปี 2568 ซึ่งมีการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งใหญ่ แต่ตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมากยิ่งทำให้เราต้องกลับมาถามว่า ระบบ บุคลากร และทรัพยากรของ กกต. ได้รับการออกแบบให้รองรับภาระงานที่เกิดขึ้นจริงหรือไม่ เพราะในกระบวนการยุติธรรม ความล่าช้าย่อมส่งผลต่อสิทธิและความเชื่อมั่นของผู้เกี่ยวข้อง”
นางรัดเกล้า ยังระบุด้วยว่า ประเด็นทั้งหมดไม่ได้ต้องการโจมตี กกต. แต่ต้องการสะท้อนความเป็นห่วงต่อองค์กรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อระบอบประชาธิปไตย เพราะประชาชนต้องการเห็น กกต. เป็นองค์กรที่สามารถทำหน้าที่ควบคุม จัดการ และตรวจสอบการเลือกตั้งให้สุจริตและเที่ยงธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอิสระ พร้อมกันนี้ นางรัดเกล้า ยังกล่าวถึงกรณีการพิจารณาคดีฮั้ว สว. ซึ่งถือเป็นบททดสอบสำคัญต่อความเชื่อมั่นของประชาชน โดยระบุว่า การที่ กกต. เสียงข้างน้อยออกมาอธิบายเหตุผลของการลงมติอย่างชัดเจน เป็นสิ่งที่ประชาชนควรได้รับทราบ และเป็นส่วนสำคัญของความโปร่งใสในการทำงานขององค์กรอิสระ
“วันนี้เราไม่ควรตั้งคำถามเพียงว่า กกต. มีความเป็นอิสระหรือไม่ แต่ต้องถามด้วยว่า กกต. สามารถใช้อำนาจและทรัพยากรที่ได้รับมาเพื่อทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญได้เต็มประสิทธิภาพเพียงใด เพราะท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือองค์กรที่ทำงานได้จริง โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเลือกตั้ง”
นางรัดเกล้า กล่าวทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยต้องการยกระดับมาตรฐานประชาธิปไตยและเดินหน้าเข้าสู่มาตรฐานสากล การทำให้กระบวนการเลือกตั้งมีความสุจริต เที่ยงธรรม และน่าเชื่อถือ เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และ กกต. คือหนึ่งในกลไกสำคัญที่สุดของกระบวนการดังกล่าว.