“สก.เอกกวิน” ยืนยันพรรคประชาชนหนุนเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แต่ไม่เอาโครงการรถขยะ EV ที่ส่อหมกเม็ด-ข้อครหาเพียบ แฉ TOR ไร้สถานีชาร์จ-ไม่เคยทดลองวิ่ง ผลักภาระค่าชาร์จไฟให้ กทม. แบกความเสี่ยง


วันที่ 15 กันยายน 2569 ในการประชุมสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งมีวาระพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 (วาระ 2-3) นายเอกกวิน โชคประสพรวย สก.เขตราชเทวี พรรคประชาชน ได้อภิปรายขอสงวนความเห็นต่อโครงการเช่ารถเก็บขนมูลฝอยพลังงานไฟฟ้า หรือ “รถขยะ EV” วงเงินกว่า 6,000 ล้านบาท ผูกพันสัญญา 7-8 ปี โดยตั้งข้อสังเกตถึงความไม่พร้อมและความเสี่ยงใน 3 ประเด็นสำคัญ


ประเด็นแรก นายเอกกวินระบุว่า โครงการนี้ไม่มีการกำหนดสถานีอัดประจุไฟฟ้า (สถานีชาร์จ) ไว้ในเงื่อนไขโครงการ ซึ่งตามหลักการควรเป็นภาระของผู้ให้เช่า การแยกสถานีชาร์จออกมาจึงถือเป็น “งบประมาณแฝง” ที่ กทม. ต้องรับภาระเพิ่ม อีกทั้งการที่ กทม. ไปทำ MOU กับการไฟฟ้าเพื่อจะทำสถานีชาร์จนั้น ก็ยังไม่ได้มีการตั้งงบประมาณค่าสาธารณูปโภคสำหรับค่าไฟฟ้าไว้ และการไฟฟ้าก็คงไม่มาลงทุนให้ฟรีโดยไม่มีข้อผูกมัดเรื่องปริมาณการใช้ไฟ รวมถึงหากสถานีชาร์จเกิดปัญหาในอนาคตใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ ดังนั้น คำถามสำคัญคือเหตุใด กทม. ถึงไม่มอบภาระทั้งเรื่องสถานีชาร์จและพื้นที่จอดรถไปให้ผู้ให้เช่าเป็นผู้รับความเสี่ยง เหตุใดถึงต้องรับความเสี่ยงนี้ไว้เอง


ประเด็นต่อมา คือการกำหนด TOR ที่อาจทำให้ได้รถคุณภาพต่ำลง โดยเอกกวินชี้ว่า ข้อกำหนดเดิมของรถขยะเครื่องยนต์สันดาปเคยระบุสเปกเหล็ก SS490 ว่าต้องมีความหนาไม่น้อยกว่า 3-4 มิลลิเมตร และมีคานเสริมความแข็งแรงชัดเจน แต่ในโครงการรถขยะ EV กลับเขียนสเปกเกือบทั้งหมดว่า “ตามมาตรฐานผู้ผลิต” โดยไม่ระบุความหนาของเหล็ก รวมถึงไม่ระบุเส้นผ่านศูนย์กลางและคุณภาพของโช้คไฮโดรลิก ซึ่งจะส่งผลให้ตัวตู้ไม่แข็งแรง แรงอัดขยะลดลง และทำให้ประสิทธิภาพในการเก็บขนขยะลดลงกว่าเดิม ทั้งที่ปัจจุบัน กทม. ก็ประสบปัญหาขยะล้นเมืองและเก็บไม่ทันอยู่แล้ว


ประเด็นที่สาม คือการขาดการทดลองใช้งานในสภาพการปฏิบัติงานจริง โดยเอกกวินระบุว่า กทม. ควรเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการนำรถขยะ EV มาทดลองวิ่งจริงในพื้นที่ก่อนการร่าง TOR เพื่อทดสอบว่าสามารถวิ่งได้วันละ 200 กิโลเมตรจริงหรือไม่ แบกรับน้ำหนักและแรงอัดขยะได้จริงหรือไม่ เนื่องจากแต่ละเขตมีกายภาพ ระยะทาง และสภาพการจราจรที่แตกต่างกัน สำหรับโครงการระดับ 6,000 ล้านบาทหากเปิดให้เอกชนนำรถมาทดลองแข่งกัน เอกชนพร้อมลงทุนแน่นอน เหตุใด กทม. จึงต้องรีบแบกรับความเสี่ยงโดยไม่มีการทดลองใช้งานจริงเสียก่อน


“วันนี้เราไม่ได้เถียงกันว่าจะเอา EV หรือเอาเครื่องยนต์สันดาป เรื่องพลังงานสะอาดทุกคนอยากได้หมด แต่เราเถียงกันว่าโครงการนี้ ด้วยงบประมาณกว่า 6 พันล้าน สัญญาผูกมัด 7-8 ปี และยังมีข้อครหาหลายเรื่อง ฝ่ายบริหารควรกลับไปทำโครงการมาใหม่ เสนอใหม่ปีหน้าก็ยังไม่เสียหาย” นายเอกกวิน กล่าวทิ้งท้าย