“ศศิกานต์” เตือนรัฐตามเกม AI ให้ทัน ห่วง “ดาต้าเซ็นเตอร์”โตไร้ธรรมาภิบาล เปิดช่องทุนเทา–ต่างชาติถือข้อมูลคนไทย
วันที่ 15 ก.ย.2569 นางสาวศศิกานต์ วัฒนะจันทร์ โฆษกพรรครวมไทยสร้างชาติ อดีตรองโฆษกรัฐบาล กล่าวถึงสถานการณ์ธรรมาภิบาลในวงการ AI ของไทย โดยขอบคุณหน่วยงานรัฐทุกฝ่ายที่สั่งการชะลอการอนุมัติการก่อสร้าง และเร่งจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐานดาต้าเซ็นเตอร์ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือ การปล่อยให้มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์โดยไม่มีการชี้แจงแผนการดำเนินงานต่อสาธารณะอย่างชัดเจน
นางสาวศศิกานต์ ระบุว่า นอกเหนือจากปัญหาน้ำ ไฟฟ้า และของเสียอื่นๆ ที่อาจกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ความโปร่งใสในการพัฒนาโครงการ AI ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน โดยเห็นว่ามี 2 ส่วนสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไข คือภาคเอกชนและภาครัฐ
ในส่วนของภาคเอกชน หัวใจสำคัญคือธรรมาภิบาล หรือ Corporate Governance โดยต้องสร้างความมั่นใจว่าเม็ดเงินลงทุนระดับแสนล้านบาทไม่ได้มาจากเงินทุนของแก๊งสแกมเมอร์ และ AI ที่พัฒนาขึ้นจะไม่ถูกนำไปใช้สร้างระบบสแกมเมอร์ให้กับกลุ่มจีนเทา ดังนั้น ธุรกิจ AI จึงต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยควรเปิดเผยแผนให้ชัดเจนว่า เงินลงทุนมาจากไหน ทำโครงการอะไร และเพื่อใคร เนื่องจากผลกระทบของ AI มีมากกว่าที่หลายคนคาดคิด
อย่างไรก็ตาม แม้หลายบริษัทจะเปิดเผยแผนงานแล้ว แต่ยังมีอีกหลายบริษัท โดยเฉพาะบริษัทจำกัด ที่ไม่ได้ชี้แจงอย่างชัดเจนว่ากำลังทำโครงการอะไร จึงเกิดคำถามว่ารัฐบาลสามารถคิดและติดตามภาคเอกชนได้ทันหรือไม่ว่า ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึง 5 ปีข้างหน้า บริษัทเหล่านี้กำลังวางแผนจะทำอะไร
นางสาวศศิกานต์ ยังแสดงความกังวลถึงบริษัทไทยบางแห่งที่ทำธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์และครอบครองบิ๊กดาต้าขนาดใหญ่ที่สุดในไทย หากข้อมูลดังกล่าวถูกส่งให้ AI ประมวลผลโดยไม่มีกฎหมายควบคุม มันอาจทรงพลังมากและก่อให้เกิดความเสี่ยงในหลายๆด้าน
ขณะเดียวกัน จากการตรวจสอบรายละเอียดของบางบริษัท พบว่ามีการเปิดทางให้สามารถรับการลงทุนหรือขายหุ้นให้ต่างชาติได้ ซึ่งสะท้อนถึงการวางแผนระยะยาวที่จะเปิดทางให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นในบริษัท นำไปสู่คำถามว่า หากบริษัทหนึ่งมีข้อมูลคนไทยทั้งประเทศ แล้วมีต่างชาติเข้ามาซื้อบริษัทดังกล่าว จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อข้อมูลคนไทยอยู่ในมือต่างชาติ และประเทศไทยจะจัดการกับความมั่นคงทางทรัพยากรของประเทศอย่างไร
นางสาวศศิกานต์ ยังตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าคิดทันเอกชนหรือไม่ เพราะการกำกับดูแลไม่ควรมองเพียงสถานการณ์ปัจจุบัน แต่ต้องมองไปถึงสิ่งที่ภาคเอกชนอาจดำเนินการในอีก 5 ปีข้างหน้า
ในส่วนของภาครัฐ หัวใจสำคัญคือความเร็วในการออกกฎหมายให้ทันบริบทโลก โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือดีอี ต้องเร่งผลักดันกติกากำกับดูแล AI ออกมาให้เร็วที่สุด แม้ล่าสุดร่าง พ.ร.บ.ปัญญาประดิษฐ์ จะผ่านขั้นตอนรับฟังความคิดเห็นแล้ว แต่ยังมีคำถามว่ารัฐบาลมองเห็นภาพสถานการณ์ในอีก 5 ปีข้างหน้าหรือไม่ และกฎหมายที่กำลังจัดทำจะสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีได้เพียงใด
นางสาวศศิกานต์ ยังยกตัวอย่างบทเรียนจากบิ๊กเทคระดับโลกอย่าง OpenAI และ Anthropic ที่เคยมีประเด็นเกี่ยวกับ AI หลุดจาก Sandbox พร้อมตั้งคำถามถึงความพร้อมของระบบรัฐบาลไทยว่า หากวันหนึ่ง AI ถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดและโจมตีระบบสำคัญ เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย จะสามารถรับมือได้อย่างไร โดยเฉพาะเมื่อระบบไอทีของภาครัฐอาจถูกเจาะได้ไม่ยาก
นอกจากนี้ สิ่งที่สหรัฐฯ กังวลคือ AI ที่มีพลังเหนือมนุษย์อาจเข้ามาแทรกแซงเศรษฐกิจและการเมือง หากรัฐบาลก้าวไม่ทันภาคเอกชน เทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนโลกอาจกลายเป็นเครื่องมือของ “กลุ่มทุนสีเทา”
ทั้งนี้ นางสาวศศิกานต์ ฝากถึงภาครัฐว่า ประเทศไทยจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างไร “เพราะปัญหาบางอย่างสามารถป้องกันและตัดไฟได้ตั้งแต่ต้นลม”