“สิทธิโชติ” กกต.เสียงข้างน้อย เปิดใจปมฮั้ว สว. ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 มติไม่ได้เอกฉันท์ เผยเสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 ไม่รับสืบสวนต่อในเส้นทางการเงินบางส่วน จึงสอบสวนถึงต้นทางเงินโอนไม่ได้

วันที่ 15 กันยายน 2569 เมื่อเวลา 17.40 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ให้สัมภาษณ์ในฐานะเสียงข้างน้อยในการลงมติคดีฮั้ว สว. ว่าไม่ได้พอใจในมติที่ออกมา แต่จากที่ติดตามข่าว การแถลงของนายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เมื่อวานนี้ ว่าก่อนแถลงข่าวมีการตกลงกันแล้วว่าในการแถลงข่าวจะต้องชี้แจงทีละข้อกล่าวหา ว่า กกต. มีมติเสียงข้างมากเท่าไหร่ เพื่อความชัดเจน พร้อมกับยกเอกสารข่าวของศาลรัฐธรรมนูญที่มีการแจ้งถึงมติในแต่ละข้อกล่าวหาที่ชี้มูล ว่าเสียงข้างมากเสียงข้างน้อยเป็นอย่างไร

“ในที่ประชุมพูดกันว่าไม่ถึงขนาดต้องบอกชื่อ ว่าเสียงข้างมากเป็นใคร เสียงข้างน้อยเป็นใคร แต่ขอให้ชัดว่าในแต่ละข้อกล่าวหานั้น กกต. ลงมติเสียงข้างมากเป็นอย่างไร เราเคารพเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย มีกี่เสียง ท่านไปแถลงอาจไม่ได้อยู่ในเสียงข้างมาก ท่านอาจไม่ทราบเหตุผลของเสียงข้างน้อยก็ต้องแถลงเหตุผลของท่านตามที่ท่านลงในซีกของท่าน แต่ขอให้แจ้งว่าในทุกมติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ มีเอกสารในเรื่องของซึ่งบางคนที่ยกก็มีเอกสารว่าไม่ได้เกี่ยวข้อง ไม่ได้มีบทบาทตามข้อกล่าวหา แล้วที่ลงมติบางอันก็มีเอกสารว่ามีความชัดเจนเรื่องของพยานบุคคลและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ เช่น โทรศัพท์และเส้นเงินก็เป็นเอกสารไป”

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ส่วนสำคัญในข้อกล่าวหาที่ 1-2 เกี่ยวกับการกระทำของบุคคลในพรรคการเมือง กรรมการบริหารพรรค สส. มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ซึ่งบางคนที่มีความสำคัญจะมีมติ 5:2 ให้ยกคำร้อง หรือมติข้อกล่าวหาต่อบางคนที่ถูกร้อง 6:1 ส่วนกรรมการบริหารพรรคบางคนที่ไม่เกี่ยวข้องเลย ก็มีมติยกคำร้องเป็นเอกฉันท์ก็มี ย้ำว่าเป็นการพิจารณาตามเนื้อผ้า แต่ไม่ใช่มติ 5:2 ทั้งหมด

เมื่อถามว่า ข้อกล่าวหาที่ 1 ที่ 2 ที่จะพัวพันไปถึงกรรมการบริหารพรรค ในฐานะเสียงข้างน้อยมองว่าสามารถเอาผิดได้มากน้อยแค่ไหน นายสิทธิโชติยอมรับว่า ตนเองและนายชาย นครชัย กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นเสียงข้างน้อย ซึ่งเห็นว่าพยานหลักฐานที่ปรากฏ ค่อนข้างที่จะเชื่อได้ เพราะต้องมองบริบทว่า การกระทำไม่ได้ทำที่จุดเดียว แต่กระจายไปทั้งประเทศ และที่จับได้ไล่ทัน มีอยู่บางจุด ที่กระบวนการในจังหวัดนครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย มีการประชุมในแต่ละโรงแรมเพื่อจัดทำโพย ซึ่งโพยที่จับได้มี 12 โพย ระบุหมายเลขที่เขียนเอาไว้ ซึ่งคนที่ได้คะแนนสูงสุด 7 อันดับแรกจะอยู่ใน 12 หมายเลข เกิดจากกลุ่มที่มาทำโพยกันและถูกลงโทษด้วย ก็แสดงให้เห็นว่าการทำโพยนั้นเป็นการทุจริตการเลือกตั้งและอาจนำไปสู่การยื่นฟ้องอาญา หากเข้าข่ายการกระทำผิดตามมาตรา 77(1)

“ถ้าเรามองอย่างนี้ทุกพื้นที่ล้วนเกี่ยวข้องกับพรรคเดียว ไม่มีพรรคการเมืองอื่นเข้ามาแทรกเลย ทุกคนล้วนเป็นสมาชิกพรรคหรือเกี่ยวกับพรรค แล้วในกลุ่มดังกล่าวเมื่อจัดทำโพยเสร็จ ไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ เพราะให้การครั้งแรกมีการกระทำจากการประชุมพรรคมอบหมาย สส. ในพื้นที่หรือบุคลากรของพรรคดังกล่าวเป็นคนดำเนินการ และมีการดำเนินการเช่นนั้นจริง ผมไม่ได้เชื่อว่าคนคนนี้พูด ตัวคนจะมีน้ำหนักเชื่อถือหรือไม่ แต่ผมเชื่อถือว่าคำพูดของเขาได้รับการปฏิบัติและเกิดขึ้นจริงตามคำพูดหรือไม่ ถ้าพิสูจน์ได้จากพยานนี้ว่าเกิดขึ้นจริงเป็นไปตามคำของเขา มันก็น่าเชื่อถือ”

นายสิทธิโชติ กล่าวต่อ ส่วนเรื่องเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน ก็ต้องมาดูว่าพยานปากนี้ให้การว่า มีการติดต่อใครจากพรรคการเมืองนี้ ทั้งสมาชิกพรรคหรือกรรมการบริหารพรรค หรือ สส. ก็มีเงื่อนงำเชื่อมโยงกันอยู่ พอตรวจสำนวนเจอว่าเชื่อมโยงกันจริง ซึ่งหลังประกาศผลมีการนัดประชุม สว. ที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ วันที่ 21 และคนที่อยู่ในพรรคการเมืองนั้นมาร่วมประชุม ซึ่งพยานเป็นเลขาของ สส. และเป็นถึงหน้าห้องรัฐมนตรี และมาเป็น สว. ซึ่งมาเป็นพยานให้ กกต. ว่า วันที่ 21 นั้นมีการนัดประชุม สว. ใหม่ เพื่อกำหนดบุคคลที่จะทำหน้าที่ประธานและรองประธานวุฒิสภา

“มีการเก็บโทรศัพท์ และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่เผอิญหัวหน้าพรรคอาจจะอยู่คนละห้อง ไม่ได้อยู่ในห้องที่เก็บโทรศัพท์ พฤติการณ์เหล่านี้รวมถึงการมีโทรศัพท์ติดต่อกันของรัฐมนตรีบางคนภายหลังหรือช่วงเวลาการเลือก มันสอดคล้องกันไปหมด ความเห็นเสียงข้างน้อยเห็นว่ากรณีเช่นนี้ถือว่าเป็นการสนับสนุนให้มีการทำโพยฮั้วในแต่ละจังหวัดตามที่พยานให้การ”

นายสิทธิโชติ กล่าวต่อว่า ยังมีพยานอีกปากชื่อนายดิเรก ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ ซึ่งข้อเท็จจริงที่ได้เล่ามาตรงกับพยานที่ 16 / 26 ซึ่งเป็น 2 คนแล้ว และพยานที่กลับคำให้การ ตนเห็นว่าไม่น่ากลับคำเพราะถูกข่มขู่ เพราะเขาเป็นใคร ใครจะข่มขู่ก็ได้ เขาเป็นผู้มีบารมีเป็น สส. ของพรรคการเมือง ตอนให้การยังเป็น สส. ใครจะข่มขู่เขา ส่วนอีกคนที่กลับคำให้การก็เป็นพ่อตาของหัวหน้าพรรคการเมืองระดับสำคัญ ใครจะกล้าข่มขู่ และอีกหนึ่งข้อเท็จจริง คือ มีมายื่นหนังสือกลับคำให้การ ตอนนั้นมีการตั้งคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 แล้ว คาดว่าจะเป็นวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ห่างจากช่วงเวลาที่ให้การนานมาก

“ข้อพิรุธทั้งหลายทั้งปวงที่ฟังมานี้เชื่อว่า เมื่อฟังประกอบกับทุกสิ่งมองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือปีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้เมื่อประกอบร่างต้องเป็นอย่างนั้น ความเห็นเสียงข้างน้อยก็เลยเห็นควรว่าผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 และ ข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งจะต้องไปด้วยกัน ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ก็มีเท่านี้ เพียงแต่ว่าท่านประธานอาจไม่มีตัวเลขในมือในเวลานั้น ท่านบอกผมในที่ประชุมวันนี้ว่าเป็นความเห็นของเสียงข้างมาก แต่ผมฟังยังไม่เห็นว่าเป็นเสียงข้างมาก”

นายสิทธิโชติ ชี้แจงว่าการยกคำร้องข้อกล่าวหาที่ 1 และ ข้อกล่าวหาที่ 2 มติ กกต. ที่ยกคำร้องก็ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ ส่วนในบุคคลสำคัญมีแต่มติ 5:2 เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่ที่จะมีการฟ้อง 157 กับ กกต. นายสิทธิโชติกล่าวว่า ตนไม่จำเป็นต้องป้องกันตัวเอง ฟ้องตนไปตนก็มีหลักฐานการปฏิบัติหน้าที่และมีเหตุผลในการเขียนชี้แจงยึดโยงข้อกฎหมายทั้งหมด ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยสั้น ๆ เหมือนเหตุผลที่ศาลเขียนว่าเห็นภาพอย่างไร มีพยานอ้างอิงจับต้องได้

มติ กกต. ที่ออกมาไม่ได้เป็นเพียงเสียงข้างน้อย เสียงข้างมาก แต่สะท้อนถึงความแตกแยกของ กกต. หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า กรรมการแต่ละท่านแยกแยะได้ว่าเรื่องนี้เห็นไม่ตรงกัน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง เรื่องนี้ไม่ใช่การแบ่งฝักแบ่งฝ่าย โดยต่างคนต่างมีเหตุผล เหตุผลที่ได้แจ้งไปเป็นการหยิบเล็กหยิบน้อยของการกระทำแต่ละกลุ่มนำมาวิเคราะห์รวมกัน เพื่อทำให้เห็นว่ามีเบื้องหลังที่มาอย่างไร เหมือนที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยทำการพิจารณาหยิบเล็กหยิบน้อยแล้ววินิจฉัยว่าการกระทำของพรรคการเมืองหนึ่งเป็นบ่อนทำลาย ส่วนเราก็หยิบเล็กหยิบน้อยเพื่อเห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไรไม่ใช่แค่จับงวง เมื่อไหร่จับผสมกันได้หมดนั่นแหละคือช้าง

ในพยานหลักฐานมีการพูดถึงคนระดับรัฐมนตรีเป็นผู้คิดสูตรหัว สว. จริงหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า มีพยานพูดถึง แต่มีเพียงถ้อยคำคำพูดเท่านั้น แต่ไม่มีพยานอื่นมาสนับสนุน เป็นเพียงคำพูดอย่างเดียว “อย่างที่ผมพูด คำพูดของคนมันเชื่อไม่ได้ แม้แต่ตัวคนเรายังไม่เชื่อเลย ว่าสิ่งที่เขาพูดเกิดขึ้นจริงไหม ถ้าเกิดขึ้นจริงมันก็น่าเชื่อ”

เมื่อถามว่าพยานมีการให้การขัดแย้งกันหรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่า มีความขัดแย้งบ้าง คือพยานปาก 16/26 บอกว่าหากได้ สว. ระดับประเทศที่จะไปเลือก อยู่ในกลุ่ม 15-20 คน จะได้โควตา สว. ตัวจริง 1 คน แล้วให้ส่งชื่อไปยังผู้มีอำนาจในพรรค มีสายโทรศัพท์เชื่อมถึงด้วย ซึ่งจะให้ส่งต่อไปยัง สส. และส่งต่อไปยังรัฐมนตรี เพื่อลงในโพย ซึ่งพยาน 2 ปาก ให้ข้อมูลขัดแย้งกัน คนหนึ่งบอกว่าส่งได้ 2 คน เรื่องนี้เรียกมาสอบหลังจากเกิดเหตุการณ์นานกว่า 1 ปี การกระทำเหล่านี้เป็นการปกปิดวิธีการทำ แต่ทุกครั้งที่มีการนัดประชุมจะมีการเก็บโทรศัพท์ ห้ามถ่ายภาพ หรือยึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมด แต่คนจำนวนเยอะปิดยากหน่อย

ทั้งนี้ พยานที่ 16 ที่มากลับคำให้การแล้วบอกว่าโพยไม่มีอยู่จริง มาทำโพยเอาทีหลังหลังจากที่คณะที่ 26 มาสอบ ขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิด ในวันเลือกระดับประเทศ 26 มิถุนายน 2567 กล้องยังถ่ายอยู่ มีผู้มีสิทธิ์เลือก สว. ดึงโพยออกมาเพื่อจะลอก แสดงว่าในวันนั้นมีโพยอยู่แล้ว ไม่ได้มาทำในช่วงที่คณะที่ 26 สืบสวน และคนที่จับได้และมาให้การ บางคนถ่ายภาพไว้ แต่ไม่รู้ว่ายังอยู่ในโทรศัพท์ จึงเห็นว่าสิ่งเหล่านี้มีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่คณะที่ 26 มากลั่นแกล้งเขา เราต้องให้ความเป็นธรรมกับทุกคน ต้องดูว่าใครถูกกลั่นแกล้งอย่างไร เพื่อยกฟ้อง แต่หากเราเชื่อว่าโพยนี้มีอยู่จริง ซึ่งมีเกลื่อนเมือง และมีการฟ้องกันเกือบทุกจังหวัด ก็ต้องมาพิจารณาว่าใครเป็นคนทำ แล้วต้องดูว่าทำผิดมากน้อยแค่ไหน

“คณะที่ 26 ที่ตั้งขึ้น เนื่องจากพนักงานสืบสวนทุกจังหวัดที่มีการร้องเรียน ทุกคนถูกตัดตอนที่อำเภอหมดเลย ว่าผมมาสมัครเอง ควักเงินเอง แต่ละคนก็พูดทำนองนี้ว่าผมสนใจในการเมือง แต่ก็เห็นคนอื่นดีกว่าผมก็เลยไม่เลือกตัวเอง ทั้ง ๆ ที่ตัวเองไม่มีจะกิน ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเป็นลูกจ้างของเจ้านายที่ให้มาสมัคร มันเห็นชัด แต่ก็ถูกตัดตอน แบบนี้ก็ไปไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องใช้ความร่วมมือทางกฎหมาย ว่าต้องขอความร่วมมือจาก DSI, ปปง., เจ้าหน้าที่ตำรวจสืบสวนภาค มานั่งคิดกันตั้งแต่ต้น ผมนำเรียนกับ กกต. ตั้งแต่แรกว่าต้องอย่างนี้ถึงจะทำให้งานไปด้วยกันได้ กกต. ไปเขาไม่ให้ตรวจ แต่พอเจ้าหน้าที่ตำรวจไปเขาก็ให้ความจริง จึงมาจบที่คณะที่ 26”

นายสิทธิโชติ ยังกล่าวถึงเรื่องโพยว่า กรณีโพยมี 2 ความหมาย จะมีใบ สว. 3 ที่ให้ผู้สมัครจด ชื่อผู้ที่จะเลือกได้ ถือเป็นบันทึกช่วยจำ แต่สิ่งที่จะผิดได้ คือบันทึกที่มีอยู่ที่เป็นตัวเลขต่าง ๆ เราไม่ได้คิดเอง คนอื่นคิดให้ การที่คนอื่นคิดให้แล้วไปรวมกันแล้วทำแบบเดียวกัน ศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่าไม่ได้เกิดจากดุลพินิจ ของคนที่จะใช้สิทธิ์เลือก สว. ด้วยบริสุทธิ์ใจ แต่การทำแบบนี้เป็นการทุจริตการเลือกตั้ง ทำให้การเลือกตั้งเป็นไปไม่สุจริตและเที่ยงธรรมโดยไม่ต้องอาศัยตัวบทกฎหมายอื่น จึงเกิดปัญหาไม่มีชื่อตัวเองในโพย คนเหล่านี้ก็กลับมาโวยวาย มาเป็นพยานให้กับเรา

ในคำถามว่า การออกมาเปิดเผยแบบนี้จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลอะไรได้หรือไม่ นายสิทธิโชติกล่าวว่าเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ เพราะมติจบไปแล้ว เว้นแต่ว่าเมื่อไปศาลฎีกา ศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้กับบ้านเมืองอย่างไร ซึ่งการไต่สวนของศาลฎีกาสามารถเรียกพยานอื่น ๆ ไปไต่สวนได้ แต่ศาลจะดำเนินคดีกับคนที่ไม่ได้ร้องไปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับศาลจะพิจารณาใช้อำนาจ หรือผู้เสียหายโดยตรงไปยื่นร้องต่อศาล แล้วศาลเห็นว่าควรรับไว้ด้วยก็เป็นดุลพินิจของศาลเพื่อให้บ้านเมืองนี้ไปได้ สุดแล้วแต่ศาลจะมองในมุมไหน ท่านมีอำนาจเยอะ

ขณะที่ สว. ที่ลงสมัครผิดกลุ่มและยังเป็น สว. อยู่ นายสิทธิโชติ กล่าวถึงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่เคยวินิจฉัยไว้ กรณีหนึ่งมีการสมัคร สว. ในกลุ่มเกษตรกร มีอาชีพทำนาเกลือ เพราะผู้สมัครในกลุ่มเกษตรกรมีการใช้คำว่า “หรืออื่น ๆ ในทำนองเดียวกัน” ซึ่งมีคนรับรอง 2 คนถูกต้องตามกฎหมาย ผู้อำนวยการการเลือกตั้งในระดับอำเภอก็เห็นว่าเขาประสงค์ที่จะสมัครเข้ากลุ่มนี้

ภายหลังมีผู้มาร้องต่อผู้อำนวยการการเลือกตั้งในระดับจังหวัดว่ามีการรับเป็นผู้สมัครโดยมิชอบ เพราะไม่น่าจะเป็นเกษตรกรได้ โดยกรณีนี้ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยทำนองว่า ผู้อำนวยการการเลือกตั้งระดับอำเภอทำถูกแล้ว เพราะผู้สมัครรับรองตนเองว่าอยู่ในกลุ่มนี้ และมีการยกคำร้อง ซึ่งกรณีนี้หากเห็นว่าผิดกลุ่ม ผิดคุณสมบัติแล้วมีคนมาร้องต่อ กกต. และส่งศาลฎีกาวินิจฉัยก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ประเด็นนี้ไม่ได้มาที่ กกต.

นอกจากนี้ยังมีกรณีของ สว. ที่ขายก๋วยเตี๋ยวและขายหมู ที่ไม่ถูกกลุ่มอาชีพเช่นกัน เพียงแต่ไม่ได้ร้องผู้อำนวยการการเลือกตั้งที่รับสมัคร แต่ร้อง กกต. ว่า กกต. วินิจฉัยว่าสมัครถูกกลุ่ม ในคำวินิจฉัย กกต. บอกไว้ว่าผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ไปไต่สวนว่าเขาประกอบอาชีพนี้จริง และผู้คัดค้านก็ไม่ได้ให้เป็นอย่างอื่น จึงวินิจฉัยสมัครถูกกลุ่ม โดยปกติแล้วตามกฎหมายเขียนไว้ว่า ถ้าปรากฏต่อ กกต. ภายหลังว่า สว. ไม่มีคุณสมบัติให้ส่งไปศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยให้พ้น แต่กรณีนี้มีการไปร้องต่อศาลฎีกา ต้องดูต่อไปว่าจะเดินอย่างไร เพราะทุกคนมีสิทธิ์ที่จะไปร้องศาล

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีการกล่าวหาว่า เป็น กกต.สีน้ำเงิน นายสิทธิโชติ กล่าวว่า เรื่องนี้มีความเห็นเป็นตัวชี้ หากความเห็นฟังขึ้นไม่ว่าจะเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไหนก็ต้องเป็นอย่างนั้น แต่ในส่วนตนขอให้ดูเหตุผลที่แต่ละท่านวินิจฉัยในการที่จะบอกว่าอยู่ในกลุ่มไหน แต่คนที่มาอยู่ในระดับกรรมการ กกต. ก็เหมือนเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนก็อยากจะทำดีให้กับบ้านเมือง คำตอบน่าจะขึ้นอยู่กับเหตุผลมากกว่า

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านออกมาให้ข้อมูลว่า มีกรรมการ กกต. อย่างน้อย 2 คน ที่เกี่ยวข้องอยู่ในขบวนการฮั้ว สว. ด้วย นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ตนไม่เห็น ส่วนที่สงสัยว่าไปร่วมเก็บโพยนั้น อันนั้นไม่ใช่การร่วมขบวนการ แต่ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าเป็นการเดินเก็บโพย ซึ่งในโพยนั้นยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเกิดจากการกระทำในแต่ละที่ที่มีการทำหรือไม่ หรือเป็นโพยที่จดบันทึกความจำตัวเอง เรื่องนี้ยังไม่สามารถพิสูจน์ได้

โดยระหว่างขึ้นรถ นายสิทธิโชติ ยังเปิดเผยด้วยว่า ส่วนตัวไม่ทราบว่าการเมืองจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ตอบไม่ได้ เพียงแต่ว่าผู้สื่อข่าวถาม จึงชี้แจงว่ามติในข้อกล่าวหาที่ 1-2 ไม่ได้เอกฉันท์ มีเสียงข้างมาก ข้างน้อย และมีความต่างอยู่ ในคำถามว่าโล่งใจใช่หรือไม่กับสิ่งที่พูด นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ก็สบายใจขึ้น เพราะเมื่อคืนมีคนโทรมาหา จึงต้องชี้แจงว่าความจริง มีเสียงมากข้างน้อยอยู่