“พลพีร์” เผยพบ 1.1 หมื่นบริษัทต้องสงสัยนอมินีถือครองที่ดิน มูลค่าพุ่ง 8.5 หมื่นล้าน ขีดเส้น ตรวจสอบให้จบเดือน ก.ย.นี้ แจงไม่ใช้บทลงโทษเนรเทศพร่ำเพรื่อ


เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 15 ก.ย. 2569 ที่ตึกบัญชาการ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว. มหาดไทย มอบหมายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เป็นประธานการประชุมร่วมระหว่างกระทรวงมหาดไทยและกระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม เรื่องความเชื่อมโยงนอมินี ทุนเทา และสแกมเมอร์ โดยมีนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย และตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม


ต่อมาเวลา 15.15 น. นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย แถลงภายหลังการประชุมว่า จริงๆ วันนี้เป็นการเชิญมาประชุมหารือนอกรอบถึงวิธีการทำงาน นอกเหนือจากนอมินีแล้วยังมีเคสอื่นที่ทางกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) หรือกระทรวงพาณิชย์ ดำเนินการอยู่ โดยจะเอาปัญหาที่เราออกไปปฏิบัติหน้าที่แล้วพบมาคุยกันแต่ละหน่วยงาน นอกจากนี้ จะมีการเชิญกระทรวงแรงงาน สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) รวมถึงอาจจะมีกระทรวงการคลัง ที่จะต้องดูในเรื่องฐานภาษีของบริษัทต่างๆ เข้าร่วมประชุมด้วย ทั้งนี้ แต่ละหน่วยงานจะมีช่องทางหลังบ้านระดับผู้บริหาร ถ้าเราต้องการข้อมูลอะไรเร่งด่วนจะส่งไปในกลุ่มไลน์นี้ เพื่อให้การประสานงานเร็วขึ้น ซึ่งทาง รมว.ยุติธรรมระบุว่า การที่เราต้องการข้อมูลอะไรบางอย่างหรือการประสานอะไร ถ้าจะมัวส่งเอกสารอย่างเดียวกว่าจะไปถึงจะใช้เวลามาก


นายพลพีร์ กล่าวว่า สิ่งหนึ่งที่เราพบวันนี้คือ คนที่กระทำการไม่ดี มีจิตใจไม่ดี ที่ประกอบอะไรอยู่แล้วมีการโอนหนีโอนย้ายแล้ว ฉะนั้น การที่เราจะเอาประเทศและเอาแผ่นดินของเราคืน ซึ่งเราดำเนินการอยู่แล้ว โดยเฉพาะการจับนอมินี การถือครองที่ดิน อยากจะเร่งดำเนินการให้เร็วที่สุด ในที่ประชุมครั้งนี้แต่ละหน่วยงานมาแชร์ตัวเลขกัน สรุปกันได้ว่าที่ดินที่ถือครองโดยบริษัทต่างชาติที่ถือหุ้นส่วนมากกว่าคนไทยซึ่งผิดกฎหมายมีอยู่ประมาณ 2,200 บริษัท ส่วนบริษัทที่ต้องสงสัยที่อาจจะมีการเปลี่ยนผู้ถือหุ้นหรือเปลี่ยนเลขบัญชี มีอยู่ประมาณ 11,000 กว่าบริษัท และมีมูลค่าประเมินเบื้องต้น ตอนที่เราเช็กเมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่ 6.5 หมื่นล้านบาท แต่ปัจจุบันอยู่ที่ 8.5 หมื่นล้านบาทแล้ว ดังนั้น ตัวเลขตรงนี้จะได้นำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ส่วนกรมที่ดินจะเร่งรัดในการสืบสวนทุกบริษัทที่ถือครองที่ดินและจะบังคับจำหน่ายต่อไป ในส่วนอีกหมื่นกว่าบริษัท ตอนนี้ทาง ตร. กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมการปกครอง จะร่วมกันในการสืบสวนและชี้ให้ชัดว่า เป็นบริษัทที่ผิดหรือเป็นบริษัทที่ถูก เป็นนอมินีหรือไม่ จะได้ดำเนินคดีและจำหน่ายต่อไป


ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการกำหนดระยะเวลาหรือไม่ว่า จะต้องเสร็จสิ้นภายในเมื่อไหร่ นายพลพีร์ กล่าวว่า ต้องจบภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้ โดยในส่วนของ 2,200 บริษัทถือว่าชัดแล้ว ส่วนอีกหมื่นกว่าบริษัท จะต้องให้เสร็จภายในสิ้นเดือน ก.ย. นี้เช่นกัน


เมื่อถามถึงกระบวนการลงโทษต่างๆ จะต้องมีการดำเนินการเนรเทศออกไปหรือไม่ นายพลพีร์ กล่าวว่า เรื่องครอบครองที่ดินอาจจะไม่เข้าข่ายเรื่องของการเนรเทศ กฎหมายเนรเทศที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ ในฐานะ รมว.มหาดไทย ได้ลงนามไปนั้น ไม่ได้ต้องการจะใช้ในทุกโอกาส ไม่ได้ใช้พร่ำเพรื่อ ถ้าต่างชาติมีพฤติกรรมที่ผิดกฎหมาย หรือมีคำตัดสินจากศาลต่างๆ แล้วก็จะเข้าข่ายโดยทันที แต่อย่างกรณีผับที่เขตห้วยขวาง มีชาวต่างชาติ 5 คน ซึ่งศาลตัดสินและปรับไปแล้ว ตรงนี้เราไม่ได้เนรเทศ แต่เราใช้การถอนวีซ่าและเชิญออกไป