ครม. เห็นชอบดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 พร้อมไฟเขียวปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แก้น้ำแล้ง-น้ำท่วมซ้ำซาก 8 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา
วันที่ 15 กันยายน 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 (โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ) ในวงเงินลงทุนรวม 2,088.56 ล้านบาท
นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า โรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์มีลักษณะเป็นเขื่อนดินแกนดินเหนียวที่ก่อสร้างบนลำน้ำน่าน บริเวณเขาผาซ่อม ตำบลผาเลือด อำเภอท่าปลา จังหวัดอุตรดิตถ์ เป็นเขื่อนอเนกประสงค์เพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำสำหรับการเพาะปลูก การบรรเทาอุทกภัยและการผลิตไฟฟ้า โดยเขื่อนสิริกิติ์มีการติดตั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้ารวม 4 เครื่อง กำลังผลิตเครื่องละ 125 เมกะวัตต์ กำลังผลิตรวม 500 เมกะวัตต์ สามารถผลิตพลังงานไฟฟ้า ได้เฉลี่ยปีละ 1,018.12 ล้านหน่วย
ปัจจุบันโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ 4 มีอายุการใช้งาน ประมาณ 31 ปี (ณ ปี 2569) ซึ่งถือว่าใกล้จะหมดอายุการใช้งาน เนื่องจากอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้าจะเริ่มเสื่อมสภาพต่ำกว่าเกณฑ์ที่โรงไฟฟ้าจะเดินเครื่องอย่างปลอดภัย ดังนั้น กฟผ. จึงได้ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้า โดยจะพิจารณาปรับปรุงเฉพาะอุปกรณ์เท่าที่จำเป็น เหมาะสม และมีความสำคัญ ต่อความพร้อมและความมั่นคงในการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า โดยคำนึงถึงความประหยัดและมีความคุ้มค่าต่อการลงทุนเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ กฟผ. ดำเนินโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เครื่องที่ (โครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ) โดยมีวงเงินลงทุนรวม 2,088.56 ล้านบาท เนื่องจากโรงไฟฟ้าดังกล่าวใกล้จะหมดอายุการใช้งานแล้ว (อายุการใช้งานประมาณ 31 ปี) โดยมีอุปกรณ์หลายส่วนเสื่อมสภาพตามระยะเวลาการใช้งาน และบางอุปกรณ์ไม่สามารถหาอะไหล่สำหรับซ่อมบำรุงรักษาได้ จึงอาจมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดปัญหาในการผลิตไฟฟ้า
จากการศึกษาความเหมาะสมโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าดังกล่าวพบว่า การยึดอายุโรงไฟฟ้าโดยการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงในส่วนของอุปกรณ์เครื่องกล (เช่น กังหันน้ำ เครื่องควบคุมความเร็วรอบ และวาล์วน้ำเข้า) และอุปกรณ์ไฟฟ้าและระบบควบคุม (เช่น เครื่องกำเนิดไฟฟ้าระบบกระตุ้นแม่เหล็กไฟฟ้า และหม้อแปลงไฟฟ้ากำลังหลัก) อย่างเหมาะสมจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา และช่วยยืดอายุโรงไฟฟ้าออกไปไม่น้อยกว่า 30 ปี รวมถึง ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ ซึ่งการปรับปรุงครั้งนี้จะช่วยให้พลังงานไฟฟ้าที่ผลิตได้เพิ่มขึ้นจาก 242.42 ล้านหน่วย/ปี เป็น 251.28 ล้านหน่วย/ปี
ทั้งนี้ ในส่วนของค่าใช้จ่ายการดำเนินงานโครงการปรับปรุงโรงไฟฟ้าฯ รวมทั้งสิ้น 2,088.56 ล้านบาท กฟผ. จะพิจารณาแหล่งเงินทุนจากแหล่งในประเทศ ด้วยการระดมทุนผ่านกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน การออกพันธบัตรลงทุนในประเทศและเงินรายได้ของ กฟผ. เป็นหลัก
ปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออก แก้น้ำแล้ง-น้ำท่วมซ้ำซาก
ทางด้าน ร้อยเอกหญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ที่ประชุม ครม. มีมติเห็นชอบอนุมัติให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมชลประทาน ดำเนิน “โครงการปรับปรุงระบบชลประทานเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกตอนล่าง” กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ระยะเวลาดำเนินงาน 6 ปี (ปีงบประมาณ พ.ศ. 2570-2575) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำหลาก และแก้ไขปัญหาอุทกภัยซ้ำซากในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาอย่างยั่งยืน
สำหรับรายละเอียดสำคัญของโครงการ มีดังนี้ กรอบวงเงินรวม 95,000 ล้านบาท ประกอบด้วย เงินกู้ 76,507.29 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 80.53) และเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 18,492.71 ล้านบาท (คิดเป็นร้อยละ 19.47) แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ เพื่อรักษาสถานะการคลังและบริหารความเสี่ยงเรื่องที่ดิน
โดยระยะที่ 1 วงเงิน 40,507 ล้านบาท เร่งรัดก่อสร้างขุดขยายคลองในแนวเหนือ–ใต้ เพื่อระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยโดยตรงเป็นลำดับแรก เช่น คลองระพีพัฒน์, คลองระพีพัฒน์แยกใต้, คลอง 13, คลองนครเนื่องเขต, คลองพระองค์เจ้าไชยานุชิต, คลองสำโรง และคลองด่าน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมและไม่มีปัญหาการรุกล้ำ ส่วนระยะที่ 2 วงเงิน 54,493 ล้านบาท ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือตามลำดับ
รองโฆษกรัฐบาล ระบุว่า โครงการนี้จะครอบคลุมโครงข่ายคลองชลประทาน 22 คลองหลัก ความยาวประมาณ 460 กิโลเมตร และอาคารบังคับน้ำ 23 แห่ง ในพื้นที่ 8 จังหวัด ได้แก่ สระบุรี, พระนครศรีอยุธยา, นครนายก, ปทุมธานี, นนทบุรี, สมุทรปราการ, ฉะเชิงเทรา และกรุงเทพมหานคร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการรับน้ำเข้าคลองระพีพัฒน์จากเดิม 210 เป็น 400 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และระบายน้ำลงสู่อ่าวไทยผ่านคลองชายทะเลเพิ่มขึ้นเป็น 144 ลูกบาศก์เมตร/วินาที
ทั้งนี้ หากโครงการแล้วเสร็จ คาดว่า จะช่วยลดความเสียหายจากอุทกภัยได้เฉลี่ยถึง 1 หมื่นล้านบาทต่อปี และช่วยป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ชุมชนและเขตเศรษฐกิจสำคัญได้กว่า 258,000 ไร่ รวมทั้ง เพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บไว้ใช้อุปโภค-บริโภคในฤดูแล้งได้กว่า 17 ล้านลูกบาศก์เมตรต่อปี