ประธาน กกต. แจงเหตุยกข้อกล่าวหา 1-2 ชี้พยานรหัส 16/26 ไม่น่าเชื่อถือ เส้นเงินไม่พบผิดปกติ เตรียมเปิดเผยรายชื่อ 77 ผู้ถูกร้องเข้าสู่กระบวนการศาล โต้ “อดีต กกต.” ชี้เคยอยู่บ้านเดียวกัน ก็ควรรักษาบ้านเดิม



วันที่ 14 ก.ย.  2569 เวลา 16.00 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง ชี้แจงเหตุผลในการพิจารณาสำนวนคดีทุจริตเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ยืนยันว่า พยานรหัส 16/26 ไม่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ และไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1



นายณรงค์ ระบุว่า จากการพิจารณาพยานหลักฐาน เห็นว่าพยานบางปากมีปัญหาเรื่องความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะพยานที่กลับคำให้การ ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีกรณีที่พยานลักษณะดังกล่าวถูกศาลลงโทษมาแล้ว พร้อมระบุว่า ตนเองเคยเป็นผู้พิพากษามาก่อน จึงให้ความสำคัญกับการชั่งน้ำหนักความน่าเชื่อถือของพยาน ทั้งในประเด็นภูมิหลังทางการเมือง ความสอดคล้องของคำให้การ และระยะเวลาที่พยานเข้าให้การหลังเกิดเหตุ



สำหรับพยานรหัส 16/26 นายณรงค์ระบุว่า หากตรวจสอบประวัติจะพบว่าเคยถูกศาลพิพากษาลงโทษจำคุก 11 ปี ในคดีเกี่ยวกับการยักยอกทรัพย์สหกรณ์ออมทรัพย์ครู มูลค่าเกือบ 500 ล้านบาท และปัจจุบันถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองจากคดีจริยธรรม จึงต้องนำประวัติและความน่าเชื่อถือมาประกอบการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐาน


นายณรงค์ กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่า ไม่สามารถรับฟังได้ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1 เนื่องจากการตรวจสอบเส้นทางการเงินของกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวหาไม่พบความผิดปกติ ขณะที่ข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ แม้จะพบว่ามีการโทรศัพท์หากันบ้าง แต่ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นการพูดคุยกันในเรื่องใด


ส่วนกรณีการพบปะที่โรงแรมพูลแมน หลังการเลือก สว. มีพยานกล่าวถึงการพบ นายเนวิน ชิดชอบ และนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แต่ไม่มีรายละเอียดหรือพยานหลักฐานชัดเจนว่าบุคคลทั้งสองเดินทางไปพบกันเพื่อดำเนินการใด จึงสามารถเป็นไปได้หลายทาง แต่ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะชี้ว่ามีการกระทำความผิดตามข้อกล่าวหาที่ 1

นายณรงค์ ย้ำว่า หลักสำคัญในการพิจารณาของตน คือ ต้องยึดพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก และใช้หลักการชั่งน้ำหนักพยานหลักฐานตามกฎหมาย พร้อมระบุว่าไม่สามารถตอบแทนกรรมการการเลือกตั้งคนอื่นได้ แต่เชื่อว่า กกต. ทุกคนจะใช้ดุลพินิจและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาพยานหลักฐานอย่างเหมาะสม


สำหรับข้อกล่าวหาที่ 1 เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่ายังรับฟังไม่ได้ จึงมีผลต่อเนื่องไปยังข้อกล่าวหาที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้รับความช่วยเหลือในการเลือก สว. โดยยังไม่สามารถรับฟังได้ว่าบุคคลที่มีชื่อในสำนวนได้รับความช่วยเหลือดังกล่าว


อย่างไรก็ตาม บุคคลกลุ่มนี้ยังอาจถูกพิจารณาใน ข้อกล่าวหาอื่น ที่มีพยานหลักฐานแตกต่างกัน เช่น การจูงใจให้เลือกตนเอง หรือการจัดทำโพยและการดำเนินการในลักษณะอื่น จึงเป็นเหตุให้ สว.กลุ่มหนึ่งจำนวน 26 คน ถูก กกต.มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเรื่องการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง และบางรายอาจมีประเด็นดำเนินคดีอาญาตามข้อกล่าวหาอื่นต่อไป


ยัน กกต. ทำตามกฎหมาย ขอสังคมเปิดใจดูผลงานระยะยาว 

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวยืนยันถึงการทำหน้าที่ของ กกต. ท่ามกลางข้อวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมว่า การเข้ามาทำหน้าที่ กกต. ไม่มีสิ่งใดเป็นเกราะป้องกันตัวเอง สิ่งที่จะป้องกันได้คือ การปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบอย่างเคร่งครัด พร้อมสามารถอธิบายต่อสังคมได้ว่า เหตุผลและพยานหลักฐานที่นำมาประกอบการพิจารณามีความชัดเจนหรือไม่

นายณรงค์ระบุว่า ส่วนตัวเห็นว่าการทำงานของ กกต.มีความชัดเจน จึงขอให้ทุกคนใช้วิจารณญาณในการติดตามการทำงาน พร้อมยืนยันว่า กกต.ไม่เคยคิดที่จะทำสิ่งใดนอกลู่นอกทาง หรือหลีกเลี่ยงกฎหมาย

โดยนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งจนถึงวันนี้เป็นเวลา 1 ปี 14 วัน ได้พยายามพัฒนาองค์กร ขณะที่กรรมการการเลือกตั้งหลายคนที่เข้ามาใหม่ รวมถึงนายณรงค์ รักร้อย ต่างทุ่มเททำงาน เพื่อเรียกความเชื่อมั่นของประชาชนกลับคืนมา ซึ่งขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการ

นายณรงค์ยอมรับว่า แต่ละคนอาจมีมุมมองต่อการทำงานของ กกต.แตกต่างกันได้ พร้อมขอโอกาสจากสังคม และขอให้ติดตามการทำงานของ กกต.ในระยะยาว

เตรียมเปิดเผยรายชื่อ 77 ผู้ถูกร้องเข้าสู่กระบวนการศาล 


ส่วนกรณีผู้ถูกร้อง 77 คน ที่ กกต.มีมติส่งคำร้องต่อศาลฎีกา นายณรงค์ระบุว่า จะมีการเปิดเผยรายชื่อ เพื่อให้บุคคลที่ถูกกล่าวหาได้รับทราบผล และเตรียมข้อมูลเข้าสู่กระบวนการของศาล รวมถึงจัดทำคำชี้แจงและต่อสู้คดีตามขั้นตอนต่อไป

ทั้งนี้ นายณรงค์ย้ำว่า การที่ กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกา ยังไม่ได้หมายความว่าผู้ถูกร้องทั้ง 77 คนกระทำความผิด แต่เป็นการส่งเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เพื่อให้ศาลพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานต่อไป


โต้ “อดีต กกต.” ชี้เคยอยู่บ้านเดียวกัน ก็ควรรักษาบ้านเดิม

ส่วนกรณีอดีต กกต.บางรายออกมาแสดงความคิดเห็นหรือชี้นำสังคมเกี่ยวกับการทำงานของ กกต.ชุดปัจจุบัน นายณรงค์กล่าวว่า เมื่อคนเหล่านั้นเคยอยู่ใน “บ้าน” กกต.เดียวกัน หากเห็นว่ามีสิ่งใดผิดก็ต้องว่ากันไปตามผิด และสิ่งใดถูกก็ต้องว่ากันไปตามถูก

พร้อมกล่าวว่า “เมื่อเคยอยู่บ้านนี้ ทำไมไม่รักษาบ้านเดิมของท่านบ้าง”