กกต. มีมติส่งฟ้องคดีฮั้ว สว.ชุดปัจจุบัน ผู้มีสิทธิเลือก สว. และ บุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง รวม 77 คน นายกฯ อนุทิน-เนวิน-สส.-กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรอดทุกข้อกล่าวหา
วันที่ 14 ก.ย. 2569 เมื่อเวลา 15.50 น. ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง และว่าที่ ร.ต. ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง แถลงข่าวผลการพิจารณาของ กกต. เรื่องสำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
โดย ร.ต. ภาสกร ได้ไล่ไทม์ไลน์การได้มาซึ่ง สว. ที่กกต. ได้รับเรื่องร้องเรียน 610 เรื่อง และได้ดำเนินการไปแล้ว เหลือ 17 เรื่อง รวมถึงได้ดำเนินคดีอาญาผู้สมัคร สว. ที่ไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งรวม 1,767 ราย พร้อมชี้แจงเรื่องของการมีคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนกลาง ชุดที่ 26 และ ชุดที่ 36 ว่าเมื่อมีคำร้องเกิดขึ้นจึงตั้งคณะกรรมการสอบสวนสืบสวนขึ้นมาเพื่อเทียบเคียงชุดที่ 26 ยืนยันว่าขั้นตอนสุดท้ายอยู่ที่ กกต. โดยยืนยันว่าในความเห็นแต่ละชั้นมีความแตกต่างกันได้และไม่เป็นข้อมูลและผูกพันต่อ กกต. ที่จะต้องมีความเห็นหรือมติตามชั้นใดชั้นหนึ่งเพราะข้อมูลดังกล่าวเป็นการประกอบการพิจารณาของกกต. เท่านั้น
โดยในข้อกล่าวหาที่ 1 ตามมาตรา 76 วรรค 1 ที่เกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำนวน 20 คนและบุคคลอื่น 1 คน รวม 21 คนนั้นทาง กกต. มีมติไม่ส่งศาลฎีกา
ส่วนข้อกล่าวหาที่ 2 ตามมาตรา 76 วรรค 2 เรื่องผู้สมัครใดยินยอมให้กรรมการบริหารพรรคการเมือง หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดในพรรคการเมือง สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสว. โดยมีผู้ถูกร้องเป็น สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 137 คน รวมถึงสว. สำรองที่อยู่ในบัญชีรายชื่อ 1 คน และผู้มีสิทธิเลือก สว. จำนวน 2 คน รวม 140 คน ทาง กกต. มีมติไม่ส่งศาลฎีกา
ส่วนข้อกล่าวหาที่ 3 ตามมาตรา 36 วรรคหนึ่งประกอบมาตรา 70 เรื่องแนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่กกต. กำหนดนั้น โดยมีผู้ถูกร้องเป็น สว. ที่ดำรงตำแหน่งในชุดปัจจุบัน จำนวน 137 คน กกต. มีมติส่งศาลฎีกาจำนวน 26 คน ส่วนสว. สำรองที่อยู่ในบัญชีรายชื่อจำนวน 1 คน มีมติไม่ส่งศาลฎีกา ขณะที่ผู้มีสิทธิเลือก สว. จำนวน 2 คน กกต. มีมติส่งศาลฎีกา 1 คน ส่วนกรรมการบริหารพรรค สส. ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 20 คน กกต. มีมติไม่ส่งศาลฎีกา ส่วนบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นผู้ถูกร้องจำนวน 15 คน กกต. มีมติส่งศาลฎีกา 9 คน รวมมติส่งศาลฎีกา 36 คน
ส่วนข้อกล่าวหาที่ 4 ถึงข้อกล่าวหาที่ 7 ตามมาตรา 77 วรรค 1 วงเล็บ 1 เรื่องข้อกล่าวหาจัดทำให้เสนอให้สัญญาว่าจะให้หรือผลประโยชน์อื่นใด และตามมาตรา 77 วรรค 1 วงเล็บ 3 เรื่องเลี้ยงหรือรับจะจัดเลี้ยงผู้ใด รวมถึงตามมาตรา 76 เรื่องเรียกหรือรับทรัพย์หรือผลประโยชน์อื่นใด และตามมาตรา 81 เรื่องเรียกหรือรับยอมจะรับเงินทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี และโทษจำคุกตั้งแต่ 1-5 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000 ถึง 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีนั้น
กกต. มีมติส่งศาลฎีกาสำหรับสว. ชุดปัจจุบันจำนวน 26 คน, ไม่มีมติส่งศาลฎีกาสำหรับ สว. สำรอง, ส่วนผู้มีสิทธิเลือก สว. มีมติส่งศาลฎีกาจำนวน 36 คน, ขณะที่ สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กกต. ไม่มีมติส่งศาลฎีกา แต่มีมติส่งศาลฎีกาในบุคคลอื่นจำนวน 15 คน รวมทั้งสิ้น 77 คน ในข้อกล่าวหาที่ 4 ถึงข้อกล่าวหาที่ 7
ด้านนายณรงค์ แถลงว่า เรื่องนี้เป็นที่สนใจจึงอยากจะมาร่วมแถลงข่าวทำความเข้าใจกับสื่อมวลชนและประชาชนเพราะการทำความเข้าใจกับสังคมดีกว่าการส่งเพรสข่าว จึงขอเป็นตัวแทนของ กกต. ทุกคนมานั่งร่วมแถลงข่าวรวมถึงตอบข้อซักถามของทุกคน ยืนยันว่าการพิจารณาของ กกต. ทุกคนมีความเป็นอิสระและการพิจารณาอยู่ในกรอบของกฎหมาย สำนวนทุกเรื่องที่กำลังพิจารณามีเกณฑ์ในการพิจารณาหลักๆ ก็คือเมื่อมีคำร้องและคัดค้านทาง กกต. จะมีการไต่สวน พอมาถึงในชั้นของ กกต. จะพิจารณาคำร้องรวมถึงพยานบุคคลและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องโดยดูทุกด้านไม่ว่าจะเป็นทางพยาน ทางนิติวิทยาศาสตร์หรือการติดต่อสื่อสารระหว่างกัน ซึ่งเป็นเกณฑ์การพิจารณา ไม่ได้มีการพิจารณาตามอำเภอใจหรือแรงกดดันทางสังคม ยืนยันว่ามีการพิจารณาทุกเรื่อง กกต. ทุกคนมีความเป็นอิสระ แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าใครมีมติอย่างไร
ทั้งนี้ การแถลงข่าวของ กกต. ได้ช้ากว่ากำหนด ถึง 50 นาที ร.ต. ภาสกร กล่าวว่า เนื่องจากต้องตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูล ขณะที่ ก่อนการแถลงข่าว พล.ต.ท. สยาม บุญสม ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ยังได้เดินทางมาที่สำนักงาน กกต. เพื่อหารือ หลังนำกำลังมาดูแลสถานที่โดยรอบ 200 นาย
ภาพ : เอกลักษณ์ ไม่น้อย