“พ.ต.อ.ทวี” ย้ำ การรับ “ฮั้ว สว.” เป็นคดีพิเศษเป็นมติ กคพ. ส่วนการกันบุคคลไว้เป็นพยานอำนาจ กกต. ล้วนๆ พร้อมเปิดคำวินิจฉัยศาล รธน. ยืนยันสมัยเป็น รมว.ยธ. ไม่เคยแทรกแซง
วันที่ 14 กันยายน 2569 พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยถึงกรณีที่มีการกุข่าวพาดพิงพี่น้องเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ทำนองว่า DSI และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น กลั่นแกล้งรับคดีฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ และมีการข่มขู่ให้พยานให้ข้อมูลเพื่อแลกกับการถูกกันเป็นพยานไม่ดำเนินคดีนั้น
พ.ต.อ.ทวี ระบุว่า แม้ตนจะจับสังเกตว่าประชาชนส่วนใหญ่จะไม่เชื่อ และมองออกกันหมดอยู่แล้วว่าเป็นการเบี่ยงเบนความสนใจจากการที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำลังจะแถลงผลมติคดีฮั้ว สว. วันนี้ แต่ตนจำเป็นต้องชี้แจง เพราะข่าวยังพาดพิงถึงการทำงานของพี่น้องเจ้าหน้าที่ DSI อีกด้วย
ประเด็นแรก คือ การรับคดีฮั้ว สว. เป็นคดีพิเศษ ขอเรียนว่าการจะรับคดีใดเป็นคดีพิเศษไม่ได้เป็นการตัดสินใจของตน (ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม) หรือเจ้าหน้าที่ DSI คนใดคนหนึ่งอย่างที่จะพยายามบิดเบือน แต่ต้องเป็นการตัดสินใจของคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) ทั้งคณะ ซึ่งประกอบไปด้วยผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญมาก ทั้งรองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน, ปลัดกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงการคลัง, ปลัดกระทรวงพาณิชย์, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อัยการสูงสุด, ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย รวมไปถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นครูบาอาจารย์จากสถาบันต่างๆ รวม 20 กว่าท่าน
มติที่ประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ ชี้ขาดว่าคดีดังกล่าวยังมีลักษณะเป็นการฟอกเงิน ซึ่งมีมูลน่าเชื่อว่าจำนวนกว่า 300 ล้านบาทอยู่ด้วย มีข้อโต้แย้งหรือสงสัย กคพ. มีมติชี้ขาดคดีฟอกเงินมีมูลน่าเชื่อว่าเกินกว่า 300 ล้านบาทที่เป็นคดีพิเศษในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ นอกจากจะเป็นไปไม่ได้ที่จะกลั่นแกล้งใครในการชี้ขาดว่าเป็นคดีพิเศษตามกฎหมายแล้ว การปล่อยข่าวว่ามีการกลั่นแกล้งกันรับเป็นคดีพิเศษยังเป็นการชี้หน้าดูถูกทุกคนที่อยู่ในคณะกรรมการคดีพิเศษด้วย
ประเด็นที่ 2 คือ การบิดเบือนข้อเท็จจริงทำนองว่าเจ้าหน้าที่ DSI ไปข่มขู่บังคับให้พยานให้ข้อมูลโจมตีบุคคลอื่น เพื่อแลกกับการที่ตัวพยานคนนั้นถูกกันเป็นพยานต่อไป ไม่ถูกดำเนินคดี ส่วนวันนี้จะขอกลับคำให้การ ฯลฯ แม้ตนจะไม่ได้เป็นพนักงานสอบสวนเกี่ยวข้องในกระบวนการสอบสวนของ DSI แต่ขอเรียนข้อเท็จจริงสำคัญ ว่า การกันพยานเป็นการใช้อำนาจตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 65 และระเบียบ กกต. ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดี พ.ศ. 2563
“พูดง่ายๆ คือ การกันบุคคลไว้เป็นพยาน เป็นอำนาจและการตัดสินใจของ กกต. ล้วนๆ เลยครับ คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 (ซึ่งเจ้าหน้าที่ DSI อยู่ในนี้) มีอำนาจเพียงเสนอความเห็นพร้อมเหตุผล มิใช่ผู้มีอำนาจกันพยานอย่างที่พยายามจะบิดเบือนครับ”
นอกจากนี้ หากยังจำกันได้ เมื่อเดือนมกราคม 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไปแล้วว่าตน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในขณะนั้น ไม่ได้สั่งการ ครอบงำ หรือแทรกแซงการทำหน้าที่ของ กกต. หรือคณะไต่สวนชุดที่ 26 และไม่มีพฤติการณ์ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันทำให้ความเป็นรัฐมนตรีของตนยังอยู่ต่อไป ไม่สิ้นสุดลง คำวินิจฉัยดังกล่าวมีผลเด็ดขาดและผูกพันรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของรัฐ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 211 วรรคสี่ จึงไม่ควรมีคนไหนมาใส่ร้ายตนในประเด็นที่ศาลตัดสินไปแล้วอีก
ในช่วงท้าย พ.ต.อ.ทวี ระบุถึงประเด็นสำคัญว่า กกต. เป็นองค์กรอิสระ ต้องปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจเป็นไปโดยสุจริต เที่ยงธรรม กล้าหาญและปราศจากอคติทั้งปวงในการใช้ดุลพินิจ รัฐธรรมนูญและ พ.ร.ป. กำหนดว่า หาก กกต. “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า…” ให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ก็มิได้หมายความว่า กกต. วินิจฉัยว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดแล้ว เพราะศาลเองก็ยังต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายชี้แจงและนำเสนอพยานหลักฐานก่อนวินิจฉัยชี้ขาดตามกฎหมาย มิใช่ กกต. ไปช่วยศาลฎีกาหรือใครพิสูจน์แทนศาล.