“ทนายอั๋น” บุก กกต. ทำพิธีไล่ผี 229 ตัว ขนเครื่องรางสายเขมร ปะทะ “ผีฮั้ว สว.” ซัด กกต. อาจปักธงไว้ล่วงหน้า พร้อมท้า 7 กกต. ยกคำร้องทั้ง 229 คน พิสูจน์อิทธิฤทธิ์เจ้าพ่อเขากระโดง
วันที่ 14 กันยายน 2569 บรรยากาศบริเวณหน้าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” หรือ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร เดินทางมาทำกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์สุดแปลกตา โดยการจัดพิธีไล่ผี 229 ตัว ซึ่งทนายอั๋นได้เดินเวียนขวารอบบริเวณหน้าสำนักงาน กกต. จำนวน 3 รอบ พร้อมสวดมนต์แผ่เมตตา ท่ามกลางวงล้อมของสื่อมวลชน โดยทนายอั๋นพูดแกมหยอกล้อว่า “กิจกรรมเดินวน 3 รอบนี้จัดขึ้นเพื่อทำบุญให้แก่ กกต.”
จากนั้น “ทนายอั๋น” ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอย่างดุเดือดถึงทิศทางกระบวนการยุติธรรมและการทำงานของ กกต. ว่า วันนี้ตนไม่ได้มามือเปล่า แต่พามาถึง 2 ขบวน โดยขบวนแรกคือ “ขบวนหมอผี” เนื่องจากเข้าใจว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายที่จะมีการตัดสิน และน่าจะมีการปล่อยผี ผู้สมัคร สว. ทั้งหมด 229 คน จึงต้องนำของดี และเครื่องรางตามความเชื่อทางไสยศาสตร์ของเขมรมาเจอกัน โดยตนได้เตรียมภาพและวัตถุมงคลมา ซึ่งจำเป็นต้องใช้แถบสีดำเบลอภาพไว้ เนื่องจากหากไม่ทำอาจเข้าข่ายอุจาดตา หรือสุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญา ในฐานะทนายความ และนักกฎหมายที่รู้กฎหมาย จึงต้องทำในสิ่งที่ควรทำเพื่อเป็นสัญลักษณ์ โดยไม่ต้องอธิบายขยายความเพิ่ม
ทนายอั๋น ยังกล่าวต่อว่า การเดินทางมาวันนี้ต้องใช้เครื่องขยายเสียง เพราะต้องการส่งเสียงไปถึง กกต. ทั้ง 7 คน แม้ไม่ได้ประสงค์จะรบกวนการปฏิบัติหน้าที่ แต่ตนคาดเดาว่า กกต. คงไม่ต้องใช้สมองอะไรมากมาย เนื่องจากเชื่อว่ามีการ “ปักธง” ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าต้องทำอย่างไร ทั้งนี้หวังว่า กกต. ทั้ง 7 คนจะมีความรู้และความเข้าใจเหมือนตนว่าอะไรควรทำ ไม่ควรทำ หรือข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ “ทนายอั๋น” ยังระบุถึงกำหนดการเคลื่อนไหวว่า ในช่วงเช้าจะเป็นการทำพิธีจับผี ส่วนช่วงบ่ายจะมีกลุ่มขบวนสายแกฟงเดินทางมาสมทบอีกรอบ เนื่องจากทราบว่ากระบวนการตัดสินของ กกต. จะเริ่มขึ้นและมีการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในเวลา 15.00 น.
เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงพระหรือวัตถุมงคลที่นำมาจัดพิธีคืออะไร ทนายอั๋น ตอบว่า เป็นพระเครื่องที่มีลักษณะคล้ายกับที่อยู่บนคอของนายกรัฐมนตรี แต่ตนจำชื่อไม่ได้ ซึ่งเป็นรุ่น “ขอบโต๊ะ” สาเหตุที่ต้องใช้วัตถุมงคลรุ่นนี้ เพราะต้องการสะท้อนเชิงสัญลักษณ์ว่า กกต. ชอบเรื่องใต้โต๊ะ ซึ่งทุกอย่างที่นำมาในวันนี้มีความหมายแฝงทั้งหมด
ในช่วงท้าย “ทนายอั๋น” ได้ประเมินสถานการณ์หลังการตัดสินของ กกต. โดยยืนยันว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผลลัพธ์สุดท้ายคือประชาชนแพ้แน่นอน แม้ว่าผู้สมัคร สว. สำรองหลายคน ซึ่งเป็นพรรคพวกของตน อาจจะสมหวังได้เลื่อนขึ้นมาแทนในจำนวน 10, 20 หรือ 30 คนก็ตาม แต่สุดท้ายประชาชนก็ยังคงเป็นฝ่ายเจ็บปวดและแพ้พ่าย เพราะกระบวนการยุติธรรมและการเลือกที่มาของ สว. รวมถึงการตัดสินคดีของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. และคณะกรรมการ กกต. ในวันนี้บิดเบี้ยว เพี้ยนไปหมด เปรียบเสมือนกุ้งเต้นที่ก้มหัวงอหลัง ไม่สามารถยืดหลังให้ตรงได้
“ไม่ว่าจะออกหน้าไหน ประชาชนแพ้หมดแล้ว และเขาไม่ได้มีแค่นี้ เขายังมีอีกสเต็ปหนึ่งรองรับไว้ นั่นคือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ซึ่งยังไงเสียพวก สว. เหล่านี้ ก็น่าจะเข้าเกณฑ์ได้รับอานิสงส์จาก พ.ร.บ. ดังกล่าวอยู่ดี” ทนายอั๋น กล่าวทิ้งท้าย ก่อนขอตัวไปทำพิธีจับผีต่อ ก่อนจะนำลงไปปล่อยในแม่น้ำเจ้าพระยา
หลังจากที่ “ทนายอั๋น” ให้สัมภาษณ์เสร็จสิ้น ก็ไม่รอช้า เดินหน้าจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ตรงบริเวณหน้าสำนักงาน กกต. ทันที ท่ามกลางสายตาของสื่อมวลชนและประชาชนที่มารอติดตามสถานการณ์กันอย่างคึกคัก
โดยพิธีกรรมดังกล่าวถูกจัดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม มีการนำเชือกฟางทำเหมือนสายสิญจน์มาโยงล้อมรอบพื้นที่เป็นมณฑลพิธี ผูกไว้กับขวดน้ำ ตั้งไว้ตามจุดต่างๆ เพื่อกักเขตพิธีกรรม บริเวณจุดศูนย์กลางมีการวางสิ่งของประกอบพิธีสายมูและไสยศาสตร์ครบครัน ไม่ว่าจะเป็น หัวกะโหลกจำลอง , เทียนบูชา , รวมถึงไข่อีกหลายฟองวางเรียงอยู่บนพื้น
ไฮไลต์สำคัญที่สร้างความฮือฮาและสีสันให้กับผู้พบเห็น คือการเปิดตัวผู้ร่วมทำพิธีในคราบหมอผี ผีคลุมผ้าแดงสวมหน้ากากกะโหลกศีรษะสุดหลอน ในมือทั้งสองข้างถือธงชาติไทยไว้แน่น ยืนทำท่าทางประกอบพิธีอยู่กลางวงสายสิญจน์ ขณะที่ทีมงานและผู้ร่วมกิจกรรมคนอื่นๆ ต่างช่วยกันถือสายสิญจน์และตั้งจิตอธิษฐานส่งพลังความสยดสยองไปยังเหล่าผีร้าย
ทนายอั๋นและทีมงาน ระบุว่า พิธีนี้จัดขึ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ในการจับผี-ปราบผี หรือพวกผีสีกากีและขบวนการฮั้วเลือกตั้ง สว. ที่เชื่อว่าถูกปล่อยออกมาในวันนี้ โดยใช้มงคลวัตถุและไสยศาสตร์สายเขมรมาปะทะ เพื่อถอนอาถรรพ์และสะท้อนความผิดปกติของกระบวนการตัดสิน กกต. ก่อนจะเสร็จสิ้นพิธี
ทนายอั๋น ยังได้ทิ้งท้ายฝากถึงกกต. ทั้ง 7 คน รวมถึง นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. อย่างดุเดือดว่า การเดินทางมาในวันนี้ ไม่ได้มาเพื่อกดดันหรือร้องขอในสิ่งที่ กกต. ควรทำตามหน้าที่อยู่แล้ว แต่ต้องการมาท้าทายอำนาจและบารมีขององค์กรอิสระ
“อยากเห็นอิทธิฤทธิ์และอภินิหารจากเจ้าพ่อเขากระโดงว่าจะแน่จริงหรือไม่ โดยท้าให้ กกต. มีมตียกคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. ทั้งหมด 229 คน การที่ กกต. จะส่งเรื่องให้ศาลฟันเพียงแค่ 9 คน 10 คน หรือ 20 คน ตามกระแสข่าวนั้น มองว่าเป็นเรื่องกระจอก และขอท้าให้ยกคำร้องไปเลยทั้งหมดเพื่อแสดงอิทธิฤทธิ์ให้ประชาชนได้เห็นเต็มตา” ก่อนจะแยกย้ายกันไปรอฟังผลการแถลงอย่างเป็นทางการในเวลา 15.00 น. ต่อไป